วันพฤหัสบดีที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ผงะ!! สาวอินเดียชอบทานเส้นผม แพทย์ต้องผ่าออกหนักกว่า 1.8 กิโลฯ

 

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักศึกษาหญิง วัย 19 ปี  รายหนึ่งของอินเดีย ได้เดินทางมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลมหาราชา ...วันทราว รัฐมัธยประเทศ โดยระบุว่าไม่สามารถกิน หรือดื่มอาหารมานานหลายวัน
หลังจากที่แพทย์ได้ทำการวินิจฉัย ตรวจดูภายในช่องท้องก็ถึงกับผงะ เมื่อพบว่า มีก้อนเส้นผมหนักถึง 1.8 กิโลกรัมอยู่ในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กของเธอ

เมื่อทำการสอบถามประวัติก็ทราบว่า หญิงสาวรายนี้มีพฤติกรรมชอบทานเส้นผม และชอล์ค ระหว่างที่อยู่ในห้องเรียน เรียกโรคดังกล่าวว่า Trichophagia หรือสภาวะทางจิตใจที่อยากจะรับ ประทานกลืนเส้นผมของตัวเอง
ซึ่งแพทย์ต้องทำการผ่าตัดเอาเส้นผมที่ขดเป็นก้อนในช่องท้องออกมา โดยมีชอล์กจำนวนหนึ่งรวมอยู่ด้วย โดยภายหลังทีมแพทย์ก็มีการตื่นตัวกับปัญหาดังกล่าว ออกมาเตือนว่า ชาวอินเดียที่มักรับประทานของแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย  อาจเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้


10 อันดับ ถนนสายมรณะ


ถนนสายมรณะ

อันดับ 10. Stelvio Pass Road Trollstingen (Italy)
Stelvio Pass Road Trollstingen ถนนที่สูงเป็นอันดับ 2 ของถนนที่ตัดผ่านเทือกเขาแอลป์ เส้นทางเชื่อมต่อระหว่าง Vatellina บนหุบเขาสูง Adige กับ Merano แห่งอิตาลี ถนนสายนี้มี 48 โค้ง ให้หัวใจของผู้สัญจรได้ลุ้น!
ถนนสายมรณะ อันดับ 9. The A682 Road (England)
ถนนสายมรณะ อังกฤษ
ถนนสาย A682 เป็น ถนนที่อันตรายที่สุดในอังกฤษ มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นประมาณ 100 ครั้งในรอบ 10 ปี ช่วง 14 ไมล์ ทางตอนเหนือของ Yorkshire เกิดอุบัติเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมาแล้ว 22 รายในรอบ 3 ปี แม้จะอันตรายแต่กลับเป็นที่ชื่นชอบของนักปั่น โดยเฉพาะช่วงเช้าของวันอาทิตย์
ถนนสายมรณะ อันดับ 8. Trollstingen (Norway)
ถนนสายมรณะ
ถนน Trollstingen เป็นถนนที่ตัดข้ามเขาใน Rauma ประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของถนนหลักที่เชื่อมระหว่าง Andalsnes ใน Rauna และ Valldal ใน Norddal แม้จะมีการห้ามรถที่มีขนาดยาวกว่า 12.4 ฟุตผ่าน แต่นักท่องเที่ยวมักชอบใช้เส้นทางโค้งคดเคี้ยวเหมือนงูนี้ เพราะระยะทางสั้นกว่า บนจุดสูงสุดของถนนสายนี้ มีลานจอดรถกว้างขวาง และเป็นจุดชมวิวน้ำตก Stigfossen ที่มีความสูงถึง 320 เมตร หลายครั้งที่ความสวยงามมักมาพร้อมกับความเสี่ยง
ถนนสายมรณะ อันดับ 7. Patiopoulo – Perdikaki Road (Greece)
ถนนสายมรณะ แห่งนี้ เชื่อมระหว่าง Patiopoulo และ Perdikaki ในประเทศกรีซ ถนนถูกสร้างตัดผ่านที่สูงชันเพื่อข้ามภูเขา ถนนหลายช่วงขาดแฝงไปด้วยอันตราย รวมถึงระบบความปลอดภัยไม่ดี และแสงไฟไม่สว่างนัก ทำให้เกิดวิสัยทัศน์ที่แย่ต่อการขับขี่ และการจราจรยังคราคร่ำไปด้วยคนเดินเท้า สัตว์ รถบรรทุก รถโดยสาร และรถเล็กมากมายไปหมด
ถนนสายมรณะ อันดับ 6. James Dalton Highway (Alaska)
ระยะทาง 414 ไมล์ ของ James Dalton Highway เต็มไปด้วยกรวดและหิน ถนนเส้นนี้ตัดขึ้นไปทางเหนือของ Livengood ผ่านทุ่งน้ำแข็งในอาร์กติกไปยังจุดเหนือสุดของอลาสก้า มักเป็นเส้นทางของรถแทรคเตอร์และรถเทรลเลอร์ บริษัทที่ให้บริการเช่ารถมักจะไม่ยอมให้ลูกค้าขับรถเช่าผ่านถนนสายนี้ เพราะเป็นถนนที่ลื่นและอบอวลด้วยฝุ่นควันจากโคลน กรวด หิน ทำให้สัญจรลำบากและไม่ปลอดภัย หากจะผ่านจริงๆ ต้องใช้โฟร์วีล พร้อมด้วยวิทยุสื่อสาร น้ำมันสำรอง ยางอะไหล่ อาหาร และเครื่องยังชีพ หรือสุดท้ายเลี่ยงได้จะได้ที่สุด
ถนนสายมรณะ อันดับ 5. Sichuan – Tibet Highway (China)
ถนนสายมรณะ สุดโหด Sichuan – Tibet Highway อยู่ในพื้นที่ระหว่าง Chengdu และ ทิเบต เป็นเส้นทางที่มีความสูงชันมาก และมักมีอันตรายจากหิมะถล่ม หากมีโอกาสใช้เส้นทางนี้ก็เท่ากับว่าเอาชีวิตมาเสี่ยงตลอดเส้น!
ถนนสายมรณะ อันดับ 4. Siberian Road to Yakutsk (Russia)
ถนนเส้นนี้รู้จักกันดีในชื่อของ Lena Highway มีระยะทาง 600 ไมล์ เชื่อมระหว่าง มอสโคว กับYakutsk หนึ่งใน เมืองที่หนาวเย็นที่สุดในโลก หากมีฝนตกในช่วงฤดูร้อน ถนนจะแปรเปลี่ยนเป็นโคลน ยากลำบากต่อการขับขี่ เกิดสภาวะรถติดหล่มเรียงกันยืดยาว!
ถนนสายมรณะ อันดับ 3. Ruta 5: Arica to Iquique Road (Chile)
ถนนจาก Arica ไป Iquique เป็นถนนที่ขึ้นชื่อเรื่องอันตรายมาก หากขับขี่อย่างรวดเร็ว ลมด้านข้างจะตีเข้าหารถอย่างรุนแรง จนสามารถดันรถตกสู่หุบเขาลึกได้ โดยเฉพาะเวลารถสวนทางกัน ลมจะแรงขึ้นหลายเท่า เพราะพื้นที่บริเวณนี้เป็นทะเลทราย บ่อยครั้งที่มักเกิดภาพลวงตา สร้างความลำบากในการขับขี่ได้เสมอ
ถนนสายมรณะ อันดับ 2. Guoliang Tunnel Road (China)
ถนนสายมรณะ บนภูเขา Taihang มณฑลหูหนาน ประเทศจีน สร้างขึ้นโดยชาวท้องถิ่น ใช้ระยะเวลาถึง 5 ปี ในการก่อสร้างอุโมงค์ยาวแค่ 1.2 กิโลเมตร สูง 5 เมตร และ กว้าง 4 เมตร มีผู้คนเสียชีวิตมากมายตั้งแต่มีการก่อสร้างถนนสายนี้ แต่ในที่สุดก็แล้วเสร็จและเปิดให้ใช้ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ปี 1977
ถนนสายมรณะ อันดับ 1. The Death Road (Bolivia)
Death Road ว่ากันตามชื่อ ถนนสายมรณะ ซึ่งอยู่ทางเหนือของ Yungas Road ระหว่าง กม. 61 ถึง 69 จากเมือง La Paz ไป Coroico เมืองหลวงของโบลิเวีย เปิดใช้งานเมื่อปลายปี 2006 หลังจากใช้เวลาในการก่อสร้างมานานถึง 20 ปี เคยมีผู้คนประมาณ 200 – 300 คนต่อปีเสียชีวิตจากการใช้ถนนสายนี้ ซึ่งปัจจุบันถนนสายมรณะ Death Road ไม่ค่อยมีการสัญจรเท่าไหร่นัก จึงทำให้การเกิดอุบัติเหตุลดลง คงจะขยาดเป็นแน่แท้!

Dallol เมืองร้างที่ร้อนที่สุดในโลก




ปากปล่องภูเขาไฟทีมีซัลเฟร เกลือ และแร่ธาตุต่างๆตกผลึกเป็นสีสันต่างๆ

เว็บไซต์ต่างประเทศเผยภาพเมือง Dallol ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเอธิโอเปีย
เมืองนี้ถูกเรียกว่า เมืองผี (Ghost Town) ได้รับการบันทึกว่าเป็นเมืองที่ร้อนที่สุดในโลกที่เคยมีมนุษย์อยู่ มีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 34 องศาเซลเซียส (เป็นอุณหภูมิที่วัดในช่วงปี 1960-1966)
เมือง Dallor อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 130 เมตรไม่มีคนอาศัยอยู่ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก
สาธารณูปโภคใดๆ มีเพียงคาราวานอูฐที่เดินทางเข้าไปเพื่อทำเหมืองเกลือเท่านั้น
ในอดีตเคยมีการสร้างทางรถไฟเพื่อเข้าไปทำเหมืองเกลือ แต่เมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 1
ช่วงปี 1960 ทางรถไฟทั้งหลายก็ถูกทำลายทิ้งหมด ซึ่งบริเวณที่มีการทำเหมืองเกลือคือ
บริเวณใกล้ภูเขาไฟ Dollol ที่เกิดการระเบิดครั้งสุดท้ายเมื่อปี 1926

Photo: Tom Pfeiffer, Carsten Peter:National Geographic





วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

นักศึกษายิ้ม! บอร์ดค่าจ้างเล็งเพิ่มค่าทำงานพาร์ทไทม์ให้



เงิน

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล
          นักศึกษายิ้ม! บอร์ดค่าจ้างเล็งปรับค่าทำงานพาร์ทไทม์เพิ่มให้ โดยกำลังพิจารณาชั่วโมงละ 37.50 หรือ 40 บาท คาด ได้ข้อสรุป 7 พฤศจิกายนนี้
          เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ประธานคณะกรรมการค่าจ้างกลาง เปิดเผยว่าวันนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องการปรับเพิ่มอัตราจ้างรายชั่วโมงให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ทำงานนอกเวลา หรืองานพาร์ทไทม์ โดยขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน เนื่องจากกำลังพิจารณาอยู่ว่าควรจะปรับเพิ่มให้เป็นชั่วโมงละ 37.50 บาท หรือ 40 บาท จากเดิมที่ได้รับค่าจ้างอยู่ที่ชั่วโมงละ 30 บาท
          นพ.สมเกียรติ ยังระบุอีกว่า นอกจากการพิจารณาเรื่องอัตราค่าจ้างที่จะปรับเพิ่มให้แล้ว ยังต้องพิจารณาประเด็นทางกฎหมายด้วย ว่า คณะกรรมการค่าจ้างมีอำนาจบังคับผู้ประกอบกอบการให้จ่ายค่าจ้างพาร์ทไทม์ตามอัตราที่กำหนดได้หรือไม่ หรือทำได้เพียงแค่การประกาศเป็นอัตราค่าจ้างแนะนำเท่านั้น ซึ่งได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมการวิชาการและกลั่นกรองไปศึกษาประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติม เพื่อนำมาสรุป และเสนอต่อที่ประชุมอีกครั้งในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้
          สำหรับการทำงานพาร์ทไทม์นั้น กฎหมายระบุให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ต้องใส่เครื่องแบบทำงาน โดยช่วงเปิดภาคเรียน นักเรียน นิสิต นักศึกษา สามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้ไม่เกินวันละ 4 ชั่วโมง และต้องเป็นช่วงนอกเวลาเรียนแล้วเท่านั้น แต่ถ้าเป็นช่วงปิดภาคเรียนแล้ว สามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้ไม่เกินวันละ 6 ชั่วโมง แต่ทั้งสัปดาห์ต้องไม่เกิน 36 ชั่วโมงและต้องเป็นงานที่มีความปลอดภัย ไม่เสี่ยงอันตราย รวมทั้งต้องไม่ทำงานในสถานบริการต่าง ๆ

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อีสานเตรียมตัว! พายุเกมี มาไวขึ้น คาดเข้าไทย ศุกร์นี้ 2 ทุ่ม


อุตุฯ เตือนพายุเกมี ฉบับ 8 ฝนถล่มไทย 4 - 8 ต.ค.


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการเรื่องเล่าเช้านี้
 
            อุตุฯ เตือนพายุโซนร้อนเกมี จะขึ้นฝั่งตอนกลางเวียดนาม ช่วงวันที่ 5-6 ต.ค. ทำประเทศไทย จะฝนตกหนาแน่น ด้านเว็บนอกคาดการณ์พายุเดินทางเร็วขึ้น เข้าไทยวันศุกร์ 2 ทุ่ม อีสานเตรียมรับ ขณะที่ผู้ว่าฯ กทม. เรียก ผอ. 50 เขต ประชุมวันนี้
            เมื่อเวลา 04.00 น. วันนี้ (3 ตุลาคม 2555) กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนฉบับที่ 8 ระบุว่า พายุโซนร้อน "เกมี" (GAEMI) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 880 กิโลเมตร ทางตะวันออกของเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม หรือที่ ละติจูด 15.3 องศาเหนือ และ ลองจิจูด 117.0 องศาตะวันออก มีความเร็วสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 75 กม./ชม. พายุกำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันออกค่อนไปทางใต้เล็กน้อยด้วยความเร็วประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และยังไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยในระยะนี้ คาดว่า พายุนี้จะเคลื่อนขึ้นฝั่งตอนกลางของประเทศเวียดนามในช่วงวันที่ 5-6 ตุลาคม 2555 และจะเริ่มมีผลกระทบกับลักษณะอากาศของประเทศไทยในช่วงวันที่ 4-8 ตุลาคม 2555

            ประกอบมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยจะมีฝนตกหนาแน่น และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ขอให้ประชาชนระมัดระวังอันตรายจากสภาวะอากาศดังกล่าว สำหรับคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบน และทะเลอันดามันจะมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเพิ่มความระมัดระวังอันตรายในการเดินเรือ และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง
พายุเกมี

          ขณะที่รายการเรื่องเล่าเช้านี้ ทางช่อง 3 รายงานว่า เว็บไซต์ wunderground.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ตรวจสอบสภาพอากาศ ได้คาดการณ์ว่า พายุเกมีจะเดินทางเข้าสู่ประเทศเวียดนาม และประเทศไทยเร็วขึ้น จากเดิมที่จะเข้าสู่ประเทศเวียดนาม ในวันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม เวลาประมาณ 15.00 น. ปรับใหม่เป็นเข้าเวียดนามวันศุกร์ ประมาณ 08.00 น. ส่วนประเทศไทย จากเดิมคาดว่า พายุเกมีจะพัดเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม เวลาประมาณ 03.00 น. แต่ล่าสุด มีการปรับใหม่เป็นเข้าสู่ประเทศไทยวันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม เวลา 20.00 น. 

          ทั้งนี้ นายสมชาย ใบม่วง รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาฝ่ายบริหาร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เปิดเผยว่า เมื่อพายุโซนร้อนเกมีเข้าสู่เวียดนามแล้ว คาดว่าจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่น และเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย ในพื้นที่ตอนกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออก ก่อนที่พายุเกมีจะเคลื่อนออกจากไทยในวันที่ 7-8 ตุลาคม

          นอกจากนี้ นายสมชาย ยังระบุด้วยว่า ประเทศไทยมีโอกาสที่จะมีพายุเข้ามาเพิ่มเติมในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนตุลาคมนี้เป็นต้นไป 

          ด้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมเชิญผู้อำนวยการเขตทั้ง 50 เขต มาประชุมในวันพุธที่ 3 ตุลาคมนี้ เพื่อวางแผนรับสถานการณ์ฝนที่คาดว่าจะตกหนักในช่วงสุดสัปดาห์นี้ จากอิทธิพลของพายุเกมี พร้อมกับวางมาตรการต่าง ๆ ในการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งหามาตรการแก้ไขปัญหาชุมชนนอกคันกั้นน้ำอย่างครบวงจรในระยะยาว

นอนเยอะไป.. ทำให้สมองแก่เร็ว




งานวิจัยชิ้นใหม่จากสหราชอาณาจักรแสดงให้เห็นว่าอายุสมองสามารถเพิ่มขึ้นได้ 7 ปี ถ้านอนเยอะเกินไป
ว่ากันว่า การนอนหลับคือการพักผ่อนที่ดีที่สุด แต่ผลเสียจากการนอนเยอะเกินไปนั้นก็มีเช่นกัน เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีการตีพิมพ์ผลงานวิจัยชิ้นใหม่ลงในนิตยสาร Sleep เกี่ยวกับการทดสอบระบบหน่วยความจำในสมองและพบว่า 7-8% ของผู้ที่นอนหลับมากกว่า 6-8 ชั่วโมงนั้น มีการทำงานของสมองในระบบหน่วยความจำที่ค่อนข้างแย่กว่าคนที่นอนน้อย
นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้ที่มีชั่วโมงการนอนหลับมากกว่าแปดชั่วโมง เสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมมากถึงสองเท่า ไม่ว่าจะเป็นการนอนตื่นสายหรือการนอนกลางวันบ่อยๆก็ตาม คนเหล่านี้จะมีโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคเครียดและโรคความจำเสื่อมในวัยชรา มากกว่าการนอนหลับอย่างพอดี ซึ่งนั่นหมายความว่า ถ้านอนเยอะไป ถึงแม้ว่าอายุยังน้อย แต่อายุสมองได้โรยราไปมากกว่าที่ควรเป็นแล้ว
การนอนที่เหมาะสมสำหรับผู้ใหญ่เฉลี่ยอยู่ที่ 6-8 ชั่วโมง ถึงแม้ว่าแต่ละบุคคลก็มีความจำเป็นแตกต่างกัน ว่าจะมีเวลานอนน้อยหรือนอนเยอะ แต่ทุกคนจำเป็นต้องได้รับการนอนหลับที่เพียงพอเพื่อสุขภาพตนเอง ซึ่งหากนอนพอแล้วนั้นจะสังเกตได้จากถ้านอนพอแล้วจะไม่ง่วงนอนตอนกลางวัน ซึ่งประโยชน์ของการนอนหลับอย่างเพียงพอนั้น จะทำให้ความสามารถในการจดจำของสมองดีขึ้น รวมถึงสามารถจัดระบบและระเบียบของความคิดและอารมณ์ได้ดีมากขึ้นอีกด้วย
วิธีการเพื่อการนอนหลับอย่างเพียงพอนั้น เว็บไซต์เพื่อสุขภาพหรือ WebMD มีคำแนะนำดังต่อไปนี้
งด หรือ งดคาเฟอีน เพราะคาเฟอีนออกฤทธิ์ที่ทำให้เรานอนไม่หลับถึง 8 ชั่วโมง
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถึงแม้ว่าจะช่วยให้นอนหลับได้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะนอนหลับสนิทและสบาย
ผ่อนคลายก่อนนอน ด้วยการแช่น้ำอุ่นหรือนวดเบาๆเพื่อให้ร่างกายผ่อนคลาย จะช่วยให้หลับสบายมากขึ้น
ออกกำลังกายบ้าง เพราะจะทำให้นอนหลับสนิท
สร้างบรรยากาศในห้องนอนให้น่านอน มืด และสงบ จะช่วยให้หลับสบายมากขึ้น


แม่ใจสลาย พาลูกไปเรียนว่ายน้ำ จมสระดับทั้ง 2 คน






เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการเจาะข่าวเด่น โพสต์โดยคุณ CiNNtv3 สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

             จากเหตุการณ์อันเศร้าสลดของคุณแม่วิภาพร แสวงจรรยาสันติ ที่พาลูกสาวทั้งสองคนคือ น้องจีน สุภาพร อายุ 9 ขวบ และน้องญี่ปุ่น สุชาดา อายุ 7 ขวบ ไปเรียนว่ายน้ำย่านวังหิน เมื่อวันเสาร์ที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา แต่ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อขณะที่คุณแม่เดินไปเข้าห้องน้ำเพียง 5 นาที กลับมาก็ไม่พบลูกสาวทั้งสองคนแล้ว และออกตามหาจนพบว่าลูกสาวทั้งสองคนจมน้ำอยู่ในสระลึก ด้านครูฝึกและพลเมืองดีก็ช่วยพาน้องทั้งสองคนไปส่งโรงพยาบาล แต่แพทย์ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของน้องทั้งสองคนไว้ได้... และในช่วงเย็นของวานนี้ (1 ตุลาคม) ทางรายการเจาะข่าวเด่น ได้สัมภาษณ์คุณแม่และคุณย่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


             โดยคุณแม่เล่าว่า บ้านพักของครอบครัวตนอยู่ย่านดินแดง แต่ที่เลือกให้ลูกเรียนสระว่ายน้ำที่นี่นั้นเพราะว่าเป็นสระน้ำเกลือ และมีครูฝึกสอนแบบคนต่อคน ในวันนั้นลูกสาวของตนเรียนว่ายน้ำเลิกเวลาสี่โมงเย็น และได้ขออนุญาตตนเล่นน้ำต่อที่สระเล็ก โดยบอกว่า "แม่จ๋าหนูขอเล่นน้ำต่อหน่อยนะ วันนี้ฝนไม่ตก" ซึ่งตนก็นั่งรออยู่ตรงนั้น และอนุญาตให้เล่นได้ แต่แค่แป๊บเดียวเท่านั้น เพราะจะพาไปกินข้าวกันต่อ

             ทั้งนี้ คุณแม่ได้อธิบายถึงลักษณะของสระว่ายน้ำให้ฟังว่า สระว่ายน้ำเป็นสระขนาดมาตรฐาน ยาว 25 เมตร และกว้าง 12 เมตร ฝั่งขวาของสระจะลึก 90 เซนติเมตร และฝั่งซ้ายของสระจะลึก 1.10 เมตร และค่อย ๆ ลาดลงถึงจุดที่ลึกที่สุดของสระคือตรงกลาง ลึก 1.80 เมตร ส่วนสระที่ลูกของตนเล่นนั้นเป็นสระเด็กที่ยื่นออกมาลึกเพียง 60 เซนติเมตรเท่านั้น โดยสระเด็กดังกล่าว อยู่เยื้องกับสระน้ำใหญ่บริเวณจุดที่ลึกที่สุด และมีลูกคลื่นกระเบื้องเป็นตัวกั้นอยู่






             เมื่อถามว่าช่วงจังหวะที่ลูกสาวทั้งสองคนจมน้ำ คุณแม่ทำอะไรอยู่นั้น นางวิภาพร กล่าวว่า ตนปล่อยให้ลูกเล่นไปได้สัก 15 นาที ซึ่งเขาก็ลื่นลงสไลด์เดอร์กันอย่างสนุกสนาน และบริเวณรอบ ๆ สระก็มีครูฝึก และเด็กนักเรียนจำนวนประมาณ 20-30 คน กำลังเรียนว่ายน้ำอยู่ ส่วนตนก็ลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ห่างจากสระเพียงนิดเดียวเท่านั้น และเมื่อตนออกมาก็ไม่เห็นลูกสาวทั้งสองคนแล้ว จึงคิดว่าลูกคงขึ้นจากสระไปเปลี่ยนเสื้อผ้าหรืออาบน้ำ ตนจึงเข้าไปตามหาลูก แต่หายังไงก็หาไม่พบ จนครูฝึกของลูกสาวตนตะโกนขึ้นมาว่า ลูกเรียนเสร็จแล้ว และครูก็ได้ส่งขึ้นฝั่งแล้ว ตนจึงตอบไปว่า ตนอนุญาตให้ลูกเล่นน้ำในสระเล็ก แต่ตอนนี้หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้... จากนั้นตนก็เดินเข้าไปหาที่ห้องน้ำอีกครั้ง เพราะคิดว่าลูกอาบน้ำเสียงน้ำอาจจะกลบเสียงจนไม่ได้ยิน พอไปถึงตนก็ทั้งตะโกน และเคาะประตู แต่ก็ไม่มีใครตอบรับกลับมา

            คุณแม่กล่าวต่อว่า คราวนี้ตนเริ่มใจเสีย และมั่นใจเลยว่าลูกของตนต้องอยู่ที่สระว่ายน้ำแน่นอน และเมื่อเดินออกมาครูฝึกที่สอนลูกสาวคนโต และคนที่มาว่ายน้ำ ก็อุ้มลูกสาวของตนขึ้นมาพร้อมกัน จากบริเวณจุดที่ลึกที่สุดของสระ โดยลูกสาวของตนมือตกห้อยร่องแร่งทั้งสองคน จากนั้นครูฝึกและพลเมืองดีก็พยายามผายปอด ทั้งปั๊มหน้าอก และประกบปากเป่าลม ซึ่งลูกตนก็สำลักออกมา มีเศษอาหารและน้ำพุ่งออกมาด้วย ตอนนั้นตนก็ใจชื้นแล้ว เพราะอย่างน้อยลูกก็สำลัก คงไม่เป็นอะไรมาก แต่พลเมืองดีเห็นท่าไม่ดี เพราะลูกตนแค่สำลักแต่ไม่มีอาการอะไรตอบสนองอีก จึงตะโกนบอกให้ใครก็ได้เรียกรถพยาบาล สักพักเขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะไม่ทันเลยอุ้มน้องทั้งสองคนไปที่รถของผู้ปกครองที่มีรถ แต่รถจอดอยู่ด้านในสุดมีรถขวางอีก จนครูฝึกและพลเมืองดีวิ่งไปที่ถนนจะเรียกรถแท็กซี่ แต่รถติดมาก ๆ เขาก็เลยข้ามฝั่งไปเรียกวินมอเตอร์ไซค์ และพาลูกของตนไปโรงพยาบาลสยามเปาโลทันที ส่วนตนก็เบาใจเพราะคิดว่าลูกตนถึงมือหมอ คงไม่เป็นอะไรแล้ว และได้นั่งรถของผู้ปกครองท่านอื่นตามไป

            เมื่อไปถึงโรงพยาบาล คุณแม่เล่าด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่า เห็นหมอหลายคนกำลังล้อมเตียงช่วยน้องอยู่ สักพักผ่านไปประมาณ 10 นาที หมอก็เรียกตนเข้าไปคุยบอกว่าตอนที่น้องทั้งสองคนมาโรงพยาบาลก็ไม่รู้สึกตัวแล้ว ตอนนี้ฉีดยากระตุ้นทุก 3 นาที หัวใจน้องก็ยังไม่มา เลยจับชีพจรไม่ได้ และไม่รู้ว่าอาการเป็นอย่างไร แต่ก็จะช่วยปั๊มหัวใจให้ ซึ่งตนคิดว่ายังไงลูกของตนต้องฟื้นแน่นอน เพราะที่สระน้ำตนเห็นลูกตนสำลักออกมา และช่วงเวลาที่ลูกตนจมน้ำคงไม่เกิน 5 นาที คิดว่าน่าจะสลบไปเท่านั้น แต่พอหมอพูดแบบนั้นตนก็ช็อก ทำใจไม่ได้ และอ้อนวอนหมอให้ช่วยลูกของตน จากนั้นผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง คุณหมอก็บอกว่า ปกติคนไข้คนอื่นถ้าปั๊มหัวใจแค่ครึ่งชั่วโมงก็ฟื้นแล้ว แต่นี่ปั๊มเป็นชั่วโมงยังไม่ฟื้นเลย ตนก็อ้อนวอนอีกบอกให้หมอปั๊มอีกรอบได้ไหม แต่คุณหมอบอกว่าสายไปแล้ว น้องไปแล้ว ซึ่งตอนนั้นลูกของตนอยู่คนละห้อง ตนก็ไม่รู้จะเดินไปหาใครก่อน แต่ในใจตนคิดว่าลูกสาวคนเล็กน่าจะฟื้น เพราะว่าน้องญี่ปุ่นเป็นคนขี้กลัว ไม่น่าจะจมน้ำนานกว่าพี่ ตนจึงเข้าไปกอดน้องญี่ปุ่น และบอกว่ากลับมาได้ไหม กลับมาสักคนก็ยังดี อย่าไปพร้อมกันแบบนี้ ตนไม่เหลืออะไรแล้ว พอคุณหมอนำน้องทั้งสองคนมานอนข้างกัน ตนจับตัวน้องจีนก็รู้เลยว่าลูกคงไปแล้ว เพราะตัวเริ่มเย็น แต่พอจับน้องญี่ปุ่นตัวน้องยังอุ่น ๆ อยู่ เลยขอให้หมอช่วยปั๊มให้อีก เผื่อจะมีปาฏิหาริย์...




           แต่ปาฏิหาริย์ก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อคุณหมอยืนยันว่าน้องทั้งสองคนเสียชีวิตแล้ว ตนไม่รู้จะทำอย่างไร ตนสร้างทุกสิ่งทุกอย่างมาก็เพื่อลูก ตนดั้นด้นนั่งรถแท็กซี่มาเรียนตั้งไกล ก็เพื่อให้ลูกตนได้รับในสิ่งที่ดีที่สุด อยากให้เรียนกับครูตัวต่อตัวในสระน้ำเกลือลูกตนจะได้ไม่ระคายผิว และที่ให้เรียนว่ายน้ำนั้นก็เพื่ออยากให้ลูกป้องกันตัวเอง  เวลาโตขึ้นไปเที่ยวที่ไหนจะได้ช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ลำบาก แต่กลับกลายเป็นว่า... ตนส่งลูกมาตาย ตนพาลูกมาว่ายน้ำแล้วไม่ได้พากลับบ้าน ตนจะบอกแฟนของตน และบอกญาติ ๆ อย่างไร
             คุณวิภาพร กล่าวต่อว่า ถึงตอนนี้ลูกของตนก็ได้เสียชีวิตไปแล้ว คงจะเรียกร้องอะไรไม่ได้ แต่ก็อยากรู้ข้อเท็จจริงว่าลูกตนเสียชีวิตได้อย่างไร เพราะในสระน้ำมีคนเล่นน้ำอยู่เยอะแยะ แล้วทำไมไม่มีใครเห็นลูกของตนขณะจมน้ำ ทั้ง ๆ ที่ลูกของตนใส่ชุดว่ายน้ำสีส้มสะท้อนแสง แถมน้ำก็ใสมาก ๆ อีกด้วย และตนเชื่อว่าคนจมน้ำมันจะมีเฮือกสุดท้าย ก่อนที่จะหมดสติไป แต่ทำไมไม่มีใครเห็นเลย ทั้งนี้ตนอยากจะขอดูกล้องวงจรปิด เพื่อดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด


             ขณะที่ สุรพล อ่อนอุระ ผู้ดูแลสระว่ายน้ำ กล่าวว่า จากการสอบถามคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ช่วงขณะนั้นเลย ส่วนเรื่องวงจรปิดจะประสานไปยังเจ้าของสระ ซึ่งตอนนี้อยู่ต่างประเทศ กำลังจะกลับมาเพราะไม่สบายใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งขณะนี้ทางเราไม่มีภาพจากกล้องวงจรปิด แต่ยืนยันว่าติดตั้งเอาไว้จริง เพียงแค่ไม่สามารถเปิดดูได้ เพราะบันทึกภาพเก็บไว้อีกที่หนึ่ง ซึ่งต้องรอให้เจ้าของสระกลับมาก่อน อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องการภาพจากกล้องวงจรปิดเช่นกัน