วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555

10 อันดับสัตว์ที่อายุยืนที่สุด

10 อันดับสัตว์ที่อายุยืนที่สุด




อันดับ 10 คือ "ลิง" ญาติห่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วลิงจะมีอายุเฉลี่ย 25 ปี เจี้ยกๆ



อันดับ 9 ได้แก่ "ช้าง" ซึ่งมีอายุเฉลี่ย 60 ปี โดยจะขึ้นอยู่กับการดูแล อาหารการกินและความเครียด ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้เปรียบเทียบอายุขัยระหว่างช้างเอเชียและช้างแอฟริกาแล้วพบ ว่า ช้างแอฟริกาที่ต้องผจญกับสัตว์ป่านานาชนิดและอาหารการกินที่ขัดสนกว่า ทำให้พวกมันเครียดและมีอายุขัยน้อยกว่าช้างเอเชีย อย่างไรก็ดี มีบันทึกว่าประเทศญี่ปุ่นเคยมีช้างที่มีอายุมากที่สุดในโลกคือ 86 ปี เกือบเท่าคนเลย นะเนี่ย



อันดับ 8 คือ "อีกา" สัตว์ที่ไม่มีใครอยากให้มันมีชีวิตที่ยืนยาวนัก เพราะมันมักได้รับบทตัวร้ายในละครเสมอๆ ด้วยเหตุผลที่อีกาจะมีคู่เพียงตัวเดียวตลอดอายุขัย ทำให้มันไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป นอกจากนี้ การสืบพันธุ์ยังเป็นตัวกำนันนาฬิกาชีวภาพให้หมุนเร็วขึ้นด้วย อีกาจึงมีอายุขัยสูงถึง 90 ปี ซึ่งพบอีกว่านกหลายๆ ชนิดก็มีอายุที่ยืนยาวไม่ต่างจากอีกามากนัก เช่น นกกระตั้ว นานกว่าคนบางคนเสียอีก



อันดับ 7 คือ "กุ้งก้ามกราม" ด้วยอายุขัย100 ปี ถือว่าอายุยืนที่สุดในสัตว์จำพวกมีเปลือกแข็งด้วยกัน ด้วยเหตุผลที่มันมีการเคลื่อนไหวและเผาผลาญพลังงานน้อย ไม่เชื่อ อะ สิ ลองเลี้ยงแล้วจับเวลาดู



อันดับ 6 คือ "หอยมุกน้ำจืด" ด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เผาผลาญพลังงานน้อย กินน้อย ใช้ก๊าซออกซิเจนในการหายใจน้อย ทำให้มันสามารถคว้าอันดับ 6 มาครองได้ ด้วยอายุขัยมากกว่า 110 ปี เลยทีเดียว



อันดับ 5 คือ มนุษย์เรานี่เองโดยมีอายุขัยสูงสุด 120 ปี ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อที่จารึกไว้ในคัมภีร์ศาสนาคริสต์และฮินดูที่ว่า มนุษย์จะมีอายุขัยได้ไม่เกิน 120 ปี อย่างไรก็ตามระยะหลังมานี้ มนุษย์มีแนวโน้มที่จะมีอายุทะลุ 100 ปีมากขึ้นเรื่อยๆ เคล็ดลับการมีอายุยืนของผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายล้วนระบุตรงกันถึงการบริโภค อย่างพอดี การออกกำลังกายแต่พอดี ไม่ใช้ร่างกายอย่างหักโหมและมีทัศนคติที่ดี ปล ส่วนใหญ่เสียก่อน 90เสียอีก



อันดับ 4 "ปลาสเตอร์เจียน" ตกเป็นของปลาโบราณร่วมยุคกับไดโนเสาร์ที่มีไข่ที่เอร็ดอร่อยที่สุดในโลก  ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่า มันสามารถมีอายุได้สูงถึง 150 ปีทีเดียว โดยคาดกันว่าน่าจะเป็นผลมาจากยีนอายุยืนที่พิสูจน์แล้วมามีอยู่จริงของมัน



อันดับ 3 ตกเป็นของพี่เบิ้มสิ่งมีชีวิตนั่นคือ "ปลาวาฬออร์ก้าในทวีปแอนตาร์กติก" ด้วยอายุขัย 200 ปี



อันดับ 2 "เต่า" ถือเป็นสิ่งมีชีวิตอายุยืนอันดับ 2 ที่มีอายุขัยประมาณ 250 ปี โดยเต่าที่มีอายุยืนที่สุดในโลกขณะนี้คือ "เต่ากาลาปากอส" ที่มีชื่อว่า "แฮเรียน" ตัวเดียวกันกับที่ "ชาร์ลส์ ดาร์วิน" นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้อง จับมันมาใช้ชีวิตเมืองเมื่อหลายสิบปีก่อน โดยชาร์ลสเองก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สิ่งมีชีวิตชนิดนี้มีอายุยืนกว่าเขาเองเสียอีก โดยสาเหตุที่เชื่อว่าเต่ามีอายุยืนยาว สืบเนื่องจากการเคลื่อนไหวที่เนิบช้า และความไม่เดือดเนื้อร้อนใจใดๆ นั่นเอง



อันดับที่ 1 จะเป็นของใครไปไม่ได้เลย นอกจากสิ่งมีชีวิตที่ใช้ชีวิตดำดิ่งอยู่ก้นมหาสมุทรอันมืดมิดด้วยอุณหภูมิ เย็นเฉียบ มันคือ "ฟองน้ำยักษ์" ซึ่งมีอายุสูงอย่างไม่น่าเชื่อถึง 10,000 ปี หรืออาจกล่าวว่า มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีวันตายก็ได้ และเมื่อถามถึงปัจจัยที่ทำให้ฟองน้ำยักษ์มีอายุยืนที่สุดในโลก หลายคนอาจเบนหน้าหนีด้วยที่ว่า มันแทบไม่กินและไม่กระดุกระดิกเลย จนนักวิทยาศาสตร์ถึงกับแซวมันว่า หากมนุษย์ต้องการที่จะมีอายุยืนต้องอยู่ใต้ก้นมหาสมุทร ไม่กินอาหารและอยู่นิ่งๆ เหมือนโดนสต๊าฟไว้แล้ว ก็เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากอายุยืนเหมือนมันอย่างแน่นอน ไม่เชื่อ ลองเลี้ยงดู

10 ปริศนาลึกลับของโลก

10 ปริศนาลึกลับของโลก


ใครจะเชื่อว่าบนโลกใบนี้ ยังมี "ปริศนา" ที้แม้กระทั่งกระบวนการวิทยาศาสตร์ ยังสืบหาต้นตอไม่ได้อยู่ ว่าแต่มันมีอะไรบ้างล่ะ...อยากรู้ ไปดูกันเลย!!!

อันดับที่ 10 กะโหลกแก้ว




ปริศนาจากชาวมายัน กุญแจที่จะไขทุกคำตอบในโลกของเรา กะโหลกแก้วคริสตัลลึกลับ 5 ใน 13 ทั้งหมดที่ถูกค้นพบ ถูกปลุกฟื้นตำนานเรื่องเล่า ความเป็นไปของมนุษย์จากอดีตกาลสู่ภพหน้า แหล่งบรรจุสรรพสิ่งดั่งคำทำนาย บัดนี้ยังคลุมเครือ ท่ามกลางความสงสัยเกี่ยวกับวิวัฒนาการ และเทคโนโลยีในอดีตไม่น่าเชื่อว่ากะโหลกแก้วจะสร้างขึ้นเองได้ หากเป็นความจริงอันชวนตะลึง! ดั่งคำสันนิษฐานจากกะโหลกแก้วที่ค้นพบข้อมูลในนั้นจะเป็นตัวกลางเชื่อมต่อ ระหว่างคนอดีตสู่ คนยุคปัจจุบัน(ไปดูอินเดียน่าก็ได้มีเหมือนกัน)

อันดับที่ 9 ภาพลายเส้นนาซคา



ลายเส้นพิศวงกับปริศนาจากภาพ เหล่านี้ คือข้อกังขาของที่มาของเรื่องทั้งหมด รูปภาพสัตว์ขนาดใหญ่ สุนัข แมงมุม ปลาวาฬ ดอกไม้ ลิง เป็ดและนกกางปีกบนชายฝั่งทางใต้ของเปรู เป็นคำถามที่คนพื้นเมืองในอดีตสร้างขึ้นเพื่อผูกปมเร ื่องให้ใคร่คิด บ้างเชื่อเรื่องทางเดินสู่แหล่งน้ำของชนเผ่าต่างๆ บ้างก็เชื่อมนุษย์ต่างดาวใช้สถานที่แห่งนี้ลงจอดยานบินหรือมันอาจเป็นส่วน หนึ่งของปฏิทินดาราศาสตร์ที่ซับซ้อน แม้จะหาข้อสรุปไม่ได้ สมมติฐานทั้งหมดก็ช่วยให้เราสนใจภาพวาดเหล่านั้นยิ่ง ขึ้น

อันดับที่ 8 สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า



ความลึกลับ อาถรรพณ์ และเรื่องจริงที่เกิดขึ้นยังคงกล่าวขานถึงสู่หายนะกับสถานที่แห่งนี้ สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า มฤตยูกลางมหาสมุทรแอตแลนติกเหตุการณ์ที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้ ความจริงที่เครื่องบิน เรือ ที่ผ่านบริเวณสามเหลี่ยมมรณะถูกดูดกลืนสูญหายไปอย่าง ไร้ร่องรอย โดยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งที่สภาพอากาศ และทุกอย่างเป็นปกติ ไม่มีข้อสรุปคำตอบ หรือข้ออ้างให้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีเพียงแต่ปริศนาที่ยังค้างคาใจผู้คนจนถึงปัจจุบัน

อันดับที่ 7 พระบัญญัติศักดิ์สิทธิ์



คำตอบกับการเปิดทางสู่โลกพระเจ้า การค้นคว้าทางศาสนาครั้งยิ่งใหญ่ ปริศนาศิลาจารึกที่อยู่ข้างในบพระบัญญัติ คือ เครื่องมือติดต่อถึงพระเจ้าโดยตรง คำสอนศาสนา บทองคำ วัตถุศักดิ์สิทธิ์ ที่องค์พระศาสดาตระหนักรู้ อาจรอคอยช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการเปิดเผย แต่ยังไม่ใช่ในตอนนี้

อันดับที่ 6 โอเรกอน วอร์เท็กซ์



พบกับสถานที่ที่ไม่ลึกลับแต่มัน เป็นภาพลวงตาที่หาคำตอบไม่ได้ แนวแม่เหล็กที่ไขว้กันอยู่ใต้พื้นดิน สนามพลังผิดปกติ เมื่อคุณเข้าไปยืนในนั้นจะรู้สึก เหมือนเป็นตัวประหลาด จุดที่แม่เหล็กไขว้ทับกัน คุณรู้สึกได้ถึงความกดดัน มันผลักกันและกันและหมุนรอบๆ จนคุณทนไม่ไหว การยืด หรือหดตัวอย่างน่าใจหาย ไม่นับสถานที่แห่งนี้ยังมี โรงนาปริศนา ที่ทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด ตัวของคุณจะเอียงลูกกอล์ฟกลิ้งขึ้นเนินเองได้ ไม้กวาดตั้งได้เอง จนคุณอยากออกจากประสบการณ์แปลกประหลาดเหล่านี้สู่โลกแห่งความจริงที่ ทุกอย่างพิสูจน์ได้

อันดับที่ 5 นักฆ่ารัดคอแห่งบอสตัน



คดีแห่งปริศนา ฆาตกรรมอำพราง เมื่อหลายปีก่อนถูกคลี่คลาย แต่เร็วๆนี้ถูกนำมาสอบสวนใหม่ ชนวนที่ฆาตกรที่จับได้จะใช่ฆาตกรตัวจริงหรือ ? คดีที่โด่งดังไปทั่วอ่าวแบ็คเบย์ในบอสตัน นักฆ่าใจโหด ข่มขืนและฆ่ารัดคอผู้หญิง 11 คนตายในบ้านตัวเอง คดีนี้ปิดฉากไปโดยตัวผู้รับสารภาพ อัลเบิร์ต เดอซาลโว แต่ต่อมาคดีฆาตกรรมปริศนาเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น เมื่อครอบครัวของหญิง 1 ในผู้ตายพบหลักฐานที่ส่อพิรุธ การรื้อคดีเป็นได้แค่การบังหน้าของตำรวจไม่มีความรับผิดชอบใดใดเพิ่มมากขึ้น เดอซาลโว จะใช่ฆาตกรตัวจริงหรือเปล่า หรือว่านักฆ่าจอมโหดผู้นี้ยังคงลอยนวลต่อไป จนบัดนี้มันยังคงเป็นปริศนา Huh?

อันดับที่ 4 สัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนส



บนโลกนี้มีเรื่องให้พิสูจน์อีก มาก อย่างที่เรากำลังจะพาไปเยี่ยมเยือนสัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาบล็อกเนสในสก็อต แลนด์ เรื่องเล่าที่โด่งดังเกี่ยวกับ สัตว์รูปร่างประหลาด เนสซี่ ตัวใหญ่ประมาณ 15 - 40 ฟุต มักโผล่ขึ้นมาให้เห็นเป็นครั้งคราว หลายคนสนใจติดตามจับภาพสัตว์ประหลาดตัวนี้ แล้วบางอย่างก็เป็นจริง มีภาพของวัตถุลึกลับเคลื่อนไหวอยู่ในทะเลสาบชื่อก้อง นี้แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นตัวอะไรกันแน่ ถึงอย่างไรคนหลายคน ต่างเชื่อว่า เนสซี่ สัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนส มีรูปร่างคล้ายไดโนเสาร์ คอยาว มีครีบ นั้นมีอยู่จริง แต่เราจะได้เห็นหรือไม่คงต้องขึ้นอยู่กับตัวเนสซี่เอง

อันดับที่ 3 คร็อพเซอร์เคิล



วงกลมประหลาด รูปร่างแปลกๆหลายรูป ที่ยังคงต้องการคำตอบเหตุแห่งการเกิด ชาวเมืองเอฟเบอรี่คุ้นเคยกับมันดี วงขนาดใหญ่ ยาวกว่า 200 เมตร กว้างร่วม 40 เมตร เกิดกระจัดกระจายไปทั่วทุ่งนา นำความเสียหายปนความสงสัยให้กับเจ้าของที่นาบริเวณนั ้นเป็นอย่างมาก มีทฤษฎีหลายทฤษฎีถูกตั้งขึ้นมาเพื่อตอบคำถามของ คร็อพ เซอร์เคิล มันอาจเป็นข้อความ หรือภาษาที่ใช้สื่อสารกันระหว่างมนุษย์ต่างดาว หรืออาจเป็นแค่วงกลมที่สร้างขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความสนใจแค่นั้นเองก็ได้

อันดับที่ 2 ยักษ์แห่งเกาะอีสเตอร์



เดินทางมาสัมผัสเกาะปริศนาที่ โดดเดี่ยว เวิ้งว้างกลางมหาสมุทร รูปสลักหินลึกลับขนาดมหึมากว่า 800 รูป เรียงรายเต็มฝั่งทั่วเกาะ ทั้งที่ไม่มีคนอยู่ รูปสลักนี้มาจากไหน ? สร้างขึ้นได้อย่างไร ? อาจเป็นชาวโพลีนีเชียนชนพื้นเมืองที่มาตั้งรกรากเมื่ อ ค.ศ. 400 เป็นผู้สร้างขึ้น แต่ทำไมถึงสร้าง และอยู่บริเวณนี้ได้อย่างไรยังคงเป็นปริศนาดำมืด ด้วยวิวัฒนาการความรู้ของคนในสมัยอดีต เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะยกหินที่หนักกว่า 75 ตันมาไว้ตามชายฝั่งได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ถึงกระนั้นรูปปั้นเหล่านี้ก็ยังคงถูกทิ้งไว้เพื่อค้น หาคำตอบต่อไป

อันดับที่ 1 แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์



ยังคงเป็นปริศนาต่อไป และน่ากลัวกว่าที่คิดไว้เยอะ ปริศนาอันดับ 1 ที่ยังคงค้างคาใจเรา ฆาตกรต่อเนื่อง แจ๊ค เดอะ ริปเปอร์ อาชญากรระดับโลกที่ยังจับตัวไม่ได้ การสังหารอย่างโหดเหี้ยมเหยื่อหลายรายติดๆกันถูก กล่าวขานถึง ในย่านอีสต์เอนด์ของลอนดอน สร้างชื่อกระฉ่อนถึงความน่าสะพรึงกลัว ไม่เพียงแต่ไร้วี่แววของฆาตกร การพิสูจน์หรือทดสอบด้านนิติวิทยาศาสตร์ยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร จึงไม่มีเหตุผล หรือหลักฐานหนักแน่นในการมัดฆาตกร จากคดีฆาตกรรมที่โด่งดัง ทำให้มีผู้ต้องสงสัยเกิดขึ้นมากมาย หลักฐานสำคัญต่างๆ ถูกผุดขึ้นมาภายหลัง จะเป็นไปได้มั้ย ที่จะสืบสาวหาฆาตกรตัวจริงได้ แม้ฆาตกรคนนั้น อาจไม่มีชีวิตอยู่ให้จับแล้วก็ตาม แต่ก็ยังดีที่ได้รู้ว่าฆาตกรตัวจริง ผู้นั้นคือใคร ?

7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก

7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก

                 เว็บไซต์มูลนิธิ New7Wonders of Nature เปิดเผยผลลงคะแนนให้กับ 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2011 ที่ผ่านมา ผลปรากฎว่า "ป่าอเมซอน," "อ่าวฮาลอง" หรือฮาลองเบย์ในเวียดนาม, น้ำตกอีกัวซูในประเทศอาร์เจนตินา, เกาะเจจูของเกาหลีใต้, เกาะโคโมโดของอินโดนีเซีย, แม่น้ำเปอร์โต พรินเซซา ในฟิลิปปินส์ และเทเบิล เมาน์เทน ในแอฟริกาใต้ ได้รับเลือกเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก 

ขณะที่สถานที่ธรรมชาติอื่นๆทั่วโลกที่ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นตัวเก็ง กลับตกรอบไปอย่างน่าเสียดาย อาทิ แนวปะการัง เกรต แบร์ริเออร์ รีฟ ทางชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย, ยอดเขาคิลิมันจาโร ในแทนซาเนีย ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในแอฟริกา, ทะเลเดดซี และแกรนด์ แคนยอน

ประชาชนบนเกาะเจจูกว่า 2,000 คน ต่างร่วมแสดงความยินดีต่อผลดังกล่าว โดยนายกเทศมนตรีจังหวัดเจจูกล่าวว่า นี่จะเป็นการช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเกาะได้อย่างดี รวมถึงการลงทุนด้านสาธารณูปโภค การเกษตร

ผลดังกล่าวได้มาจากการคัดเลือกสถานที่ 440 แห่งทั่วโลกใน 220 ประเทศ แล้วคัดเลือกให้เหลือ 77 แห่ง 28 แห่ง และสุดท้ายคัดเลือก 7 แห่ง ให้เป็น 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก

ทั้งนี้ การลงคะแนนเสียงดังกล่าว นับจากเวลา 11.11 น. ตามเวลามาตรฐานสากล ของวันที่ 11 พฤศจิกายน 2011  หรือ 11/11/11 เรียงตามตัวอักษร ซึ่งจะมีการประกาศผู้ชนะอย่างเป็นทางการในปีหน้า โดยจะนำไปรวมกับ  7 สิ่งมหัศจรรย์ยุคใหม่ที่มนุษย์สร้างขึ้น ที่ประกาศไปแล้วเมื่อวันที่ 7 เดือน 7 ปี 2007 ซึ่งประกอบไปด้วย

1.ชิเชน อิตซา อัสเทค ไซต์ แห่งยูคาตาน ประเทศเม็กซิโก
2.ไครสต์ เดอะ รีดีมเมอร์ ที่นคร ริโอ เดอจาเนโร ประเทศบราซิล
3.กำแพงเมืองจีน
4.มาชู ปิกชู ประเทศเปรู
5.เมืองโบราณเพตรา จอร์แดน
6.สนามกีฬาโคลอสเซียม กรุงโรม อิตาลี
7.ทัชมาฮาล อินเดีย


1.ป่าอะเมซอน อเมริกาใต้


              ป่าอเมซอนกินเนื้อที่กว้างถึง 2 ใน 5 ของทวีปอเมริกาใต้ ครอบคลุมพื้นที่ครึ่งหนึ่งของบราซิล ที่เหลือนั้นแผ่เข้าไปในอีก 8 ประเทศใกล้เคียง คิดเป็นเนื้อที่ป่าได้ราว 2.5 ล้านตารางไมล์ (6.4 ล้านตารางกิโลเมตร) ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม ขนานกับเส้นศูนย์สูตร โดยสิ่งที่แบ่งป่าออกเป็นตอนเหนือกับตอนใต้ก็คือแม่นํ้าอเมซอน ซึ่งมีต้นนํ้าอยู่ที่เทือกเขา แอนดีส (Andes) ของเปรู แล้วไหลจากตะวันตกไปตะวันออก เป็นระยะทางถึง 6,400 กิโลเมตร ลงสู่มหาสมุทรแอตแลนติก แต่ที่น่าตกตะลึงก็คือปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลของมัน ทั้งนี้เพราะมีแควที่ไหลลงมาสู่แม่นํ้านี้ถึง 1,100 สาย และความกว้างของแม่นํ้าอเมซอน ก็มีขนาดใหญ่มาก ในบางพื้นที่จากปากอ่าวเข้าไปในทวีป 1,000 กว่ากิโลเมตร แม่น้ำมีขนาดกว้างถึง 10 กิโลเมตร ขณะที่ความกว้างที่ปากอ่าวมีระยะทางถึง 320 กิโลเมตร

2.อ่าวฮาลอง ประเทศเวียดนาม



           ฮาลอง เบย์ เป็นอ่าวแห่งหนึ่งในพื้นที่ของอ่าวตังเกี๋ย ทางตอนเหนือของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ใกล้ชายแดนติดต่อกับสาธารณรัฐประชาชนจีน มีพื้นที่ทั้งหมด 1,500 ตารางกิโลเมตร และมีชายฝั่งยาว 120 กิโลเมตร อยู่ห่างจากกรุงฮานอยไปทางตะวันออกประมาณ 170 กิโลเมตร มีชื่อตามการออกเสียงในภาษาเวียดนามเขียนได้ว่า "Vinh Ha Long" หมายถึง "อ่าวแห่งมังกรผู้ดำดิ่ง"
ตำนานพื้นบ้านกล่าวไว้ว่า ในอดีตนานมาแล้วระหว่างที่ชาวเวียดนามกำลังต่อสู้กับกองทัพชาวจีนผู้รุกราน เทพเจ้าได้ส่งกองทัพมังกรลงมาช่วยปกป้องแผ่นดินเวียดนาม มังกรเหล่านี้ได้ดำดิ่งลงสู่ท้องทะเลบริเวณที่เป็นอ่าวฮาลองในปัจจุบัน ทำให้มีอัญมณีและหยกพุ่งกระเด็นออกมากลายเป็นเกาะแก่งน้อยใหญ่กระจายอยู่ทั่วอ่าวเป็นเกราะป้องกันผู้รุกราน ทำให้ชาวเวียดนามปกป้องแผ่นดินได้สำเร็จ และก่อตั้งประเทศ ซึ่งต่อมาคือเวียดนามในปัจจุบัน

3.น้ำตกอีกัวซู  บราซิล/อาร์เจนตินา



             ชื่ออีกัวซู มาจากคำว่า Guarani แปลว่า น้ำ และคำว่า uasu แปลว่า ใหญ่ มีตำนานเล่าขานกันมาว่า สมัยนนั้นพระเจ้าทรงวางแผนจะแต่งงานกับ Naipi สาวพื้นเมืองแสนสวย แต่สาวเจ้าหนีไปด้วยเรือ canoe กับชายคนรักชื่อ Taroba ทำให้พระเจ้าทรงพิโรธ พระองค์จึงตัดแม่น้ำออก ทำให้เกิดเป็นน้ำตกใหญ่มหึมา และสาบแช่งคู่รักสองคนนั้นให้ตกลงไป ในน้ำตกนั้นชั่วกัลปาวสาน
น้ำตกอีกัวซูมีความสูงเฉลี่ย 62 - 82 เมตร โดยมีน้ำตกขนาดเล็กและใหญ่ทั้งสิ้น 275 น้ำตก เรียงรายอยู่ในอาณาบริเวณใกล้เคียงกัน และมีความยาวทั้งสิ้น 2.7 กิโลเมตร

4.เกาะเจจู  ประเทศเกาหลีใต้



               เชจูโด หรือเกาะเชจู ซึ่งอยู่ทางใต้ของกรุงโซล เป็นหนึ่งในจังหวัดทั้งเก้าของเกาหลีใต้  เกาะได้รับการขนานนามว่า "เกาะแห่งความฝัน" ยังมีชื่อเสียงไปทั่วโลกในเรื่องของภูมิทัศน์อันงดงาม ที่ประกอบด้วยชายฝั่งที่ยาวถึง 256 กิโลเมตร น้ำตก ภูเขาไฟดับแล้ว และป่าเขารกครึ้ม
 
5.อุทยานแห่งชาติโคโมโด ประเทศอินโดนีเซีย



                 อุทยานแห่งชาติโคโมโด (Taman Nasional Komodo) เป็นอุทยานแห่งชาติในประเทศอินโดนีเซีย ตั้งอยู่ใกล้หมู่เกาะซุนดาน้อย ระหว่างจังหวัด East Nusa Tenggara และ West Nusa Tenggara อุทยานประกอบด้วยเกาะใหญ่ 3 เกาะ คือ เกาะโคโมโด เกาะริงกา และเกาะปาดาร์ รวมทั้งยังมีเกาะเล็กๆอีกมากมาย ซึ่งเกาะเหล่านี้กำเนิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟ มีพื้นที่รวมทั้งหมด 1,817 ตารางกิโลเมตร (ส่วนที่เป็นแผ่นดิน 603 ตารางกิโลเมตร) มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณ 4,000 คน ก่อตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2523 เพื่ออนุรักษ์มังกรโคโมโด ภายหลังยังจัดเป็นพื้นที่สำหรับอนุรักษ์สัตว์ป่าและสัตว์ทะเลชนิดอื่นๆอีกด้วย ใน พ.ศ. 2534 อุทยานได้รับการขึ้นทะเบียนจากองค์การ

6.แม่น้ำใต้ดิน เปอร์โต ปรินเซซา ประเทศฟิลิปปินส์



          เปอร์โต ปรินเซซา หรืออุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินเปอร์โต ปรินเซซา  ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขาเซนต์ พอล ทางตอนเหนือของเกาะปาลาวัน ประเทศฟิลิปปินส์ ได้รับการจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 1992 อุทยานประกอบด้วยเทือกเขาหินปูนจำนวนมาก โดยมีแม่น้ำใต้ดินไหลอยู่เบื้องล่างเป็นระยะทางยาว 8.2 กม. ก่อนที่จะไหลลงสู่ทะเลจีนใต้ องค์การยูเนสโกได้ยกย่องให้อุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินเปอร์โต ปรินเซซา เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 1999 ยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ

7.เทเบิลเมาท์เทน ประเทศแอฟริกาใต้



            ภูเขาโต๊ะ ตั้งอยู่เหนือเมืองเคปทาวน์ ทางตอนใต้ของประเทศแอฟริกาใต้ โดยได้ชื่อมาจากยอดเขาที่แบนราบ มองดูเหมือนโต๊ะ มีความยาว 2 กิโลเมตร สูง 1,086 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติเทเบิลเมาน์เทน (Table Mountain National Park) รวมอยู่ใน Cape Floral Region ซึ่งได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติของแอฟริกาใต้ในปี พ.ศ. 2004

วิวัฒนาการธนบัตรไทย

 วิวัฒนาการธนบัตรไทย 

ก่อนที่จะมีการนำธนบัตรเข้ามาใช้ร่วมกับเงินตราชนิดอื่น ๆ ในระบบการเงินของประเทศ ชนชาติไทยได้ใช้หอยเบี้ย  ประกับ (ดินเผาที่มีตราประทับ) เงินพดด้วง 
ปี้กระเบื้อง  และเหรียญกษาปณ์เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน

              
หอยเบี้ย
ประกับดินเผา
เงินพดด้วง
              
              จนกระทั่งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างชาติและเปิดเสรีทางการค้า ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น จนไม่สามารถผลิตเงินพดด้วงซึ่งเป็นเงินตราหลักในขณะนั้นได้ทันต่อความต้องการ ทั้งยังมีผู้ทำเงินพดด้วงปลอมออกใช้ปะปนในท้องตลาด จนเป็นปัญหาเดือดร้อนกันทั่วไป ในพุทธศักราช ๒๓๙๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้จัดทำเงินกระดาษชนิดแรกขึ้นใช้ในระบบเงินตราของประเทศ เรียกว่า  หมาย              
              หมาย  เป็นกระดาษสีขาวพิมพ์ตัวอักษรและลวดลายด้วยหมึกสีดำ ประทับตราพระราชสัญลักษณ์ประจำพระราชวงศ์จักรีรูปพระแสงจักร และพระราชลัญจกรประจำพระองค์รูปพระมหาพิชัยมงกุฎ ด้วยสีแดงชาด เพื่อป้องกันการปลอมแปลง หมายที่โปรดให้จัดทำมี ๓ ประเภท ได้แก่ หมายราคาต่ำ  หมายราคากลาง (ตำลึง) และหมายราคาสูง  อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุที่หมายเป็นเงินตราชนิดใหม่ ในขณะที่ราษฎรยังคงคุ้นเคยกับเงินพดด้วงซึ่งเป็นเงินตราโลหะมาแต่โบราณ จึงไม่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายตามพระราชประสงค์  
หมายราคาต่ำ
หมายราคากลาง (ตำลึง)
หมายราคาสูง
              
               ต่อมาระหว่างพุทธศักราช ๒๔๑๕ - ๒๔๑๖ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เกิดปัญหาเหรียญกษาปณ์ชนิดราคาต่ำซึ่งเป็นเงินปลีกที่ทำจากดีบุกและทองแดงขาดแคลน ประกอบกับมีการนำ ปี้ ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่ใช้แทนเงินในบ่อนการพนันมาใช้แทนเงินตรา ในพุทธศักราช ๒๔๑๗ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้จัดทำเงินกระดาษชนิดราคาต่ำเรียกว่า อัฐกระดาษ ให้ราษฎรได้ใช้จ่ายแทนเงินเหรียญที่ขาดแคลน แต่อัฐกระดาษก็ไม่เป็นที่นิยมใช้เช่นเดียวกับหมาย        
             
             
อัฐกระดาษ
          
          
เงินกระดาษชนิดต่อมา คือ บัตรธนาคาร ซึ่งธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศสามธนาคารที่เข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทย ได้แก่ ธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ธนาคารชาร์เตอร์แห่งอินเดีย ออสเตรเลีย และจีน และธนาคารแห่งอินโดจีน ได้ขออนุญาตนำบัตรธนาคารออกใช้ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๒, ๒๔๔๑, และ ๒๔๔๒ ตามลำดับ เนื่องจากในช่วงเวลานั้นรัฐบาลประสบปัญหาไม่สามารถผลิตเหรียญกษาปณ์ได้ทันต่อการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจ
             บัตรธนาคาร มีลักษณะเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินชนิดหนึ่งที่ใช้อำนวยความสะดวกในการชำระหนี้ระหว่างธนาคารกับลูกค้า ดังนั้น การหมุนเวียนของบัตรธนาคารจึงจำกัดอยู่ในวงแคบเฉพาะบุคคลที่มีความจำเป็นต้องติดต่อธุรกิจกับธนาคารดังกล่าวเท่านั้น อย่างไรก็ดี บัตรธนาคารมีส่วนช่วยให้ประชาชนรู้จักคุ้นเคยกับเงินที่เป็นกระดาษมากขึ้น และเนื่องจากมีระยะเวลาการนำออกใช้นานกว่า ๑๓ ปี (พ.ศ. ๒๔๓๒ - ๒๔๔๕) ทำให้การเรียกบัตรธนาคารทับศัพท์ว่า แบงก์โน้ต หรือ แบงก์ ในขณะนั้น สร้างความเคยชินให้คนไทยเรียกธนบัตรของรัฐบาลที่ออกใช้ในภายหลังว่า แบงก์ จนติดปากมาถึงทุกวันนี้

          
บัตรธนาคารชนิดราคา ๔๐๐ บาท
ของธนาคารฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้
บัตรธนาคารชนิดราคา ๘๐ บาท
ของธนาคารชาร์เตอร์แห่งอินเดีย ออสเตรเลีย และจีน
บัตรธนาคารชนิดราคา ๕ บาท
ของธนาคารแห่งอินโดจีน
                   
                      ขณะเดียวกันรัฐบาลในสมัยนั้นได้พิจารณาเห็นว่าบัตรธนาคารที่สาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศออกใช้อยู่ในขณะนั้น มีลักษณะคล้ายกับเงินตราที่รัฐบาลควรจัดทำเสียเอง ในพุทธศักราช ๒๔๓๓ จึงได้เตรียมการออกตั๋วเงินของกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เรียกว่า เงินกระดาษหลวง โดยสั่งพิมพ์จากห้างกีเชคเก้ แอนด์ เดวรีเอ้นท์ (Giesecke & Devrient) ประเทศเยอรมนี จำนวน ๘ ชนิดราคา เงินกระดาษหลวงได้ส่งมาถึงกรุงเทพฯ เมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๕ แต่เนื่องจากความไม่พร้อมของทางการในการบริหาร จึงมิได้นำเงินกระดาษหลวงออกใช้    
                    

เงินกระดาษหลวงชนิดราคา ๘๐ บาท
เงินกระดาษหลวงชนิดราคา ๑๐๐ บาท
เงินกระดาษหลวงชนิดราคา ๔๐๐ บาท
             
              จนกระทั่งพุทธศักราช ๒๔๔๕  จึงเข้าสู่วาระสำคัญในการออกธนบัตร กล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการให้ตรา พระราชบัญญัติธนบัตรสยาม รัตนโกสินทรศก ๑๒๑ ขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๔๕ อีกทั้งโปรดให้จัดตั้ง กรมธนบัตร ในสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ เพื่อทำหน้าที่ออกธนบัตรและรับจ่ายเงินขึ้นธนบัตร และเปิดให้ประชาชนนำเงินตราโลหะมาแลกเปลี่ยนเป็นธนบัตรตั้งแต่วันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๔๕  จึงนับว่าธนบัตรได้เข้ามามีบทบาทในระบบการเงินของไทยอย่างจริงจังนับแต่นั้นมา              ธนบัตรที่นำออกใช้ตามพระราชบัญญัติธนบัตรสยาม รัตนโกสินทรศก ๑๒๑ นั้น มีลักษณะเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินของรัฐบาลที่สัญญาจะจ่ายเงินตราให้แก่ผู้นำธนบัตรมายื่นโดยทันที ต่อมา ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติเงินตรา พุทธศักราช ๒๔๗๑  ซึ่งกำหนดให้เงินตราของประเทศประกอบด้วยธนบัตรและเหรียญกษาปณ์ ตลอดจนให้ธนบัตรและเหรียญกษาปณ์เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย จึงเป็นการเปลี่ยนลักษณะของธนบัตรจากตั๋วสัญญาใช้เงินมาเป็นเงินตราอย่างสมบูรณ์ 

ประวัติรถตุ๊กตุ๊กในประเทศไทย

ประวัติรถตุ๊กตุ๊กในประเทศไทย


ประวัติรถตุ๊กตุ๊กในประเทศไทย

           "รถตุ๊กตุ๊ก" หรือชื่อเรียกทางราชการว่า "รถสามล้อเครื่อง" ที่เราทุกคนรู้จักคุ้นเคยกันดี เริ่มเข้ามาในเมืองไทยครั้งแรกราวๆ ปี 2503 โดยนำเข้ามาจากหลายประเทศด้วยกัน แต่โดยส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น

           ยุคแรกๆ รถตุ๊กตุ๊ก มีทั้งยี่ห้อไดฮัทสุ ฮีโน่ มาสด้า มิตซูบิชิ ราคาตกคันละประมาณเกือบ 2 หมื่นบาท แต่ปัจจุบันราคาขยับขึ้นไปถึงหลักแสนแล้ว และเหลือเพียงยี่ห้อเดียวเท่านั้น คือ "ไดฮัทสุ"
 





"รถตุ๊กตุ๊ก" ที่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการท่องเที่ยวในประเทศไทย

           รถตุ๊กตุ๊ก ในสมัยก่อน มีทางให้ผู้โดยสารขึ้นลง 2 ด้านแต่ต่อมาเพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารเลยกำหนดให้ปิดทางขึ้นลงด้านขวา ของตัวรถ เหลือทางขึ้นลงเพียงด้านเดียว แต่กว่าจะมาเป็นรถตุ๊กตุ๊กได้อย่างทุกวันนี้ มีวิวัฒนาการจากการนำรถสามล้อเครื่องกระบะบรรทุกจากญี่ปุ่น เข้ามาดัดแปลง โดยเอามาต่อหลังคาเพิ่มไว้สำหรับนั่งโดยสารและขนของได้

           แต่ในปี พ.ศ. 2508 รถตุ๊กตุ๊กก็เกือบจะต้องอันตรธานหายไปจากเมืองไทย เพราะทางราชการเตรียมจะยุบเลิก โดยเห็นว่าเป็นรถที่มีกำลังแรงม้าต่ำ แล่นช้า เกะกะกีดขวางทางจราจร แต่สุดท้ายก็สามารถต่อสู้ยืนหยัดอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้เป็นเวลาเกือบ 50 ปี แล้ว

           อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรถตุ๊กตุ๊กยังถือเป็นรถที่ต้องถูกจำกัดจำนวน โดยปี พ.ศ.2530 ทางราชการก็ออกกฎห้ามจดทะเบียนรถตุ๊กตุ๊กรับจ้างเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี และนครราชสีมา แต่อนุโลมให้กับรถตุ๊กตุ๊กส่วนบุคคลที่นำไปประยุกต์ใช้งานเฉพาะอย่างได้ ทำให้ปัจจุบันมีรถตุ๊กตุ๊กที่วิ่งอยู่บนท้องถนนในกรุงเทพฯ รวมกันประมาณ 7,405 คันเท่านั้น และถ้ารวมๆ กันทั้งประเทศ จะมีรถตุ๊กตุ๊กที่วิ่งอยู่ประมาณ 3 หมื่นกว่าคัน

           นอกจากคนไทยจะเริ่มประกอบรถตุ๊กตุ๊กใช้ในประเทศได้เองแล้ว ยังผลิตเพื่อส่งออกไปประเทศอื่นๆ ด้วย อาทิ อินเดีย ศรีลังกา สิงคโปร์ สร้างรายได้ให้กับประเทศปีละหลายร้อยล้านบาท แถมยังกลายเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยอีกด้วย

           ที่มาของชื่อเรียก "ตุ๊กตุ๊ก" เพราะเดิมทีชาวต่างชาติที่มาเที่ยวเมืองไทยไม่รู้จะเรียกรถสามล้อเครื่องว่า อะไร เลยอาศัยเรียกชื่อตามเสียงท่อไอเสียของรถ กลายเป็นชื่อ "รถตุ๊กตุ๊ก" ติดปากมาถึงวันนี้

ความเป็นมาและวิวัฒนาการของรถสามล้อชนิดต่างๆ

รถสามล้อพ่วงข้าง
           ปี พ.ศ.2476 "รถสามล้อ" ถือกำเนิดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกที่ จ.นครราชสีมา โดย นาวาอากาศเลื่อน พงษ์โสภณ นำรถลาก หรือรถเจ็ก มาดัดแปลงร่วมกับจักรยาน ถือเป็นต้นแบบของรถสามล้อที่ใช้รับผู้โดยสารแพร่หลายไปทั่วประเทศ ต่อมามีผู้นำจักรยานมาเพิ่มล้อและกระบะพ่วงเข้าที่ด้านข้าง ติดตั้งเก้าอี้หวายยึดแน่นกับกระบะ ออกวิ่งรับจ้าง นับเป็นต้นแบบของ "สามล้อพ่วงข้าง" ซึ่งปัจจุบันยังใช้อยู่ในจังหวัดภาคใต้

ซาเล้ง หรือ สามล้อแดง
           เพื่อทุ่นแรงและสามารถรับส่งผู้โดยสารได้ในระยะที่ไกลขึ้น นักประดิษฐ์ชาวไทยได้ดัดแปลงนำเครื่องจักรยานยนต์มาติดกับรถสามล้อแบบที่ใช้คนถีบ ได้รับความนิยมแพร่หลาย เพราะนอกจากไปได้ในระยะทางไกลกว่าแล้ว ความรวดเร็วก็เป็นส่วนสำคัญ ทุกวันนี้ "สามล้อเครื่อง" ยังเกลื่อนเมือง ตามด้วย "ซาเล้ง" หรือสามล้อแดง ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ส่งสินค้าที่มีน้ำหนักไม่มาก ระยะทางไม่ไกลนัก เป็นสามล้อใช้แรงถีบ ผู้ขับขี่อยู่ด้านหลังกระบะบรรทุก

รถตุ๊กตุ๊ก
           "รถตุ๊กตุ๊ก" กำเนิดจากการนำสามล้อเครื่องกระบะบรรทุกจากญี่ปุ่นเข้ามาดัดแปลงเป็นรถนั่งโดยสาร เมื่อปี พ.ศ.2503 เพื่อทดแทนรถสามล้อถีบซึ่งถูกห้ามวิ่งในเขตกรุงเทพฯ ทุกวันนี้เราผลิตได้เองแล้ว และส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศด้วย ในนาม "TUK-TUK" สามล้อตุ๊กตุ๊กมีบริการทั่วไปทุกจังหวัดและเป็นที่นิยมเป็นอย่างยิ่งของทัวริสต์

รถตุ๊กตุ๊กสองแถว
           วิวัฒนาการมาจากตุ๊กตุ๊กธรรมดา ดัดแปลงเบาะนั่งด้านหลังเป็นที่นั่งสองแถวเพื่อรับผู้โดยสารได้จำนวนมาก พบเห็นได้ตามแหล่งชุมชนอย่างท่ารถโดยสาร ท่าเรือข้ามฟาก ตลาดสด และด้วยฝีมือไทยประดิษฐ์ ได้มีการนำรถตุ๊กตุ๊กธรรมดามาดัดแปลงประดับตกแต่งสวยงามทั้งตัวถัง วงล้อ เบาะนั่ง แผงหน้าปัด กระบังหน้า เครื่องยนต์เปลี่ยนจาก 2 เป็น 4 จังหวะ จากตุ๊กตุ๊กธรรมดาก็กลายเป็น "ตุ๊กตุ๊กเดอลุกซ์" บริการในจังหวัดภาคตะวันออก

สามล้อสกายแล็บ
           เมื่อครั้งสถานีอวกาศ "สกายแล็บ" ได้เป็นที่กล่าวขานไปทั่วโลก คนไทยร่วมฮิตด้วยการประดิษฐ์สามล้อและเรียกชื่อตามสมัยนิยมว่า "สามล้อสกายแล็บ" โดยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ จ.อุดรธานี ก่อนแพร่ไปจังหวัดต่างๆ ทั่วอีสาน เป็นสามล้อที่ใช้กำลังเครื่องยนต์มอเตอร์ไซค์ ที่นั่งโดยสารตอนหลังเป็นสองแถว จุดเด่นคือสีสันสดใส และช่วงหน้าเชิดสูง

รถสามล้อแบบมอเตอร์ไซค์พ่วงข้าง
           เมื่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างถือกำเนิดและแพร่หลายไปทุกท้องถิ่น ก็มีแนวคิดว่าทำอย่างไรจึงจะรับผู้โดยสารได้ครั้งละหลายๆ คน รถสามล้อแบบมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างจึงถูกประดิษฐ์ขึ้น เมื่อไม่ออกรับจ้างผู้โดยสารก็สามารถถอดเฉพาะตัวรถขับขี่ไปทำธุรกิจได้ ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เรียกสามล้อแบบนี้ว่า "ไก่นา"

ดาวเทียมดวงแรกของโลก

ดาวเทียมดวงแรกของโลก



ปี ค.ศ.1957 : สปุตนิค 1 ดาวเทียมดวงแรกของโลก ขึ้นไปโคจรอยู่ในอวกาศ การเริ่มต้นของยุคอวกาศ
        วันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ.1957 ประเทศสหภาพโซเวียต (เดิม) ประสบความสำเร็จ…ชนะสหรัฐอเมริกา…ในการส่งดาวเทียมขึ้นไปโคจรอยู่ในอวกาศ โดยการส่งดาวเทียมชุดสปุตนิค เริ่มต้นจากสปุตนิค 1 ขึ้นสู่อวกาศ และดาวเทียมดวงแรกของโลกนี้ ก็ขึ้นไปโคจรอยู่ในอวกาศรอบโลกอยู่นาน 92 วัน จึงตกลงสู่บรรยากาศของโลก เสียดสีกับบรรยากาศของโลก ลุกไหม้ไปก่อนที่จะตกลงถึงพื้นโลก

        สปุตนิค 1 มีรูปร่างง่ายๆ เป็นลูกทรงกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 58 เซนติเมตร หนัก 84 กิโลกรัม โคจรรอบโลกหนึ่งรอบกินเวลา 96 วินาที อยู่ในวิถีโคจรเหนือพื้นโลกใกล้ที่สุดที่ระดับความสูง 230 กิโลเมตร ไกลที่สุดที่ระดับความสูง 950 กิโลเมตร

        ความสำเร็จของสหภาพโซเวียตเหนือสหรัฐอเมริกา ในการแข่งขันด้านอวกาศกับสปุตนิค 1 ส่งผลให้สหรัฐอเมริกาต้องปรับยุทธศาสตร์อย่างหนัก สำหรับการพิชิตอวกาศ

        ปี ค.ศ.1957 : สิ่งมีชีวิตสิ่งแรกของโลกคือ สุนัขไลคา (Laika) ถูกส่งขึ้นไปโคจรอยู่ในอวกาศกับดาวเทียม สปุตนิค 2

        สปุตนิค 2 เป็นดาวเทียมขนาดใหญ่ มีน้ำหนักประมาณ 500 กิโลกรัม ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ ในวันที่ 3 เดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1957 และได้นำสุนัขไลคาขึ้นไปท่องอวกาศรอบโลกด้วย

        ปี ค.ศ.1957 : เฟรด ฮอยล์ (Fred Hoyle) จอฟฟรี และมาร์กาเรต เบอร์บริดจ์ (Georffrey และ Margaret Burbridge) และวิลเลียม เฟาว์เลอร์ (William Fowler) เสนอทฤษฎีอธิบายกำเนิดของธาตุหนักในดาวฤกษ์

        คำอธิบายที่ชัดเจนมาจาก เฟรด ฮอยล์ ที่ อธิบายปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันภายในดาวฤกษ์ มิได้ยุติเพียงแค่อะตอมไฮโดรเจนหลอมรวมกันเป็นฮีเลียมเท่านั้น ยังเกิดในระดับต่างๆ ขึ้นมาได้อีก คือ เมื่ออุณหภูมิของดาวฤกษ์ขึ้นสูงถึงระดับหนึ่ง ฮีเลียมก็หลอมรวมกัน เกิดเป็นคาร์บอนและออกซิเจน และยังเกิดในระดับต่อๆ มา ได้อีกเป็นแมกนีเซียม กำมะถัน และธาตุอื่นๆ อีก จนกระทั่งขึ้นถึงระดับสูงสุดคือ เหล็ก

        ปี ค.ศ.1958 : ดาวเทียมเอกซ์พลอเรอร์ 1 เป็นดาวเทียมของสหรัฐอเมริกาดวงแรก ขึ้นไปโคจรอยู่ในอวกาศ และค้นพบแถบกัมมันตรังสีแวน อัลเลน (Van Allen Radiation Belt)

        หลังจากที่เป็นฝ่ายไล่ตามสหภาพโซเวียต ในการแข่งขันพิชิตอวกาศ สหรัฐอเมริกาก็ประสบความสำเร็จ ส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศได้เป็นครั้งแรกกับดาวเทียมเอกซ์พลอเรอร์ 1

        ดาวเทียม เอกซ์พลอเรอร์ 1 มีน้ำหนัก 14 กิโลกรัม ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศ วันที่ 31 มกราคม ค.ศ.1958 และก็ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างดีเยี่ยม ทำให้มีการค้นพบแถบกัมมันตรังสี แวน อัลเลน (Van Allen Radiation Belt) รอบโลก ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศ และการทำงานของดาวเทียมวิทยาศาสตร์หรือดาวเทียมสำรวจต่างๆ 

สนามบินทีอยู่สูงที่สุดในโลก

สนามบินทีอยู่สูงที่สุดในโลกคือ Qamdo Bangda Airport อยู่ที่ Bangda, Qamdo ประเทศธิเบตTibet สูงจากระดับน้ำทะเล 14,219 ฟุต (4,334 เมตร) มีรันเวย์ หรือทางวิ่งเครื่องบินยาว 18,045 ฟุต (5,500 เมตร)


Qamdo Bangda Airport

สนามบินอยู่ห่างจากเมือง Chamdu/Changdu/Qamdo  ซึ่งต้องใช้ถนนเลียบภูเขา เดินทางประมาณ 2.5 ชั่วโมง
เหตุที่ต้องสร้างสนามบินที่จุดนี้ เนื่องจากพื้นที่ที่เป็นที่ราบในเมืองไม่มีเลย


ถนนจาก Changdu (Qamdo) ไปสู่ Bangda เลียบแม่น้ำโขง

ผู้โดยสารเครื่องบินจะได้รับคำเตือนก่อนออกจากเครื่องบินให้เคลื่อนไหวช้าๆ เพื่อปรับตัวกับอากาศที่เบาบางเนื่องจาก
อยู่บนที่สูงมาก


สายการบินที่บินไปที่นี่ คือ Air China (Chengdu, Lhasa)  โดยใช้เครื่อง Boeing 757 ตั้งแต่ปี 1995