วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555

แม่ใจสลาย พาลูกไปเรียนว่ายน้ำ จมสระดับทั้ง 2 คน






เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก รายการเจาะข่าวเด่น โพสต์โดยคุณ CiNNtv3 สมาชิกเว็บไซต์ยูทูบดอทคอม

             จากเหตุการณ์อันเศร้าสลดของคุณแม่วิภาพร แสวงจรรยาสันติ ที่พาลูกสาวทั้งสองคนคือ น้องจีน สุภาพร อายุ 9 ขวบ และน้องญี่ปุ่น สุชาดา อายุ 7 ขวบ ไปเรียนว่ายน้ำย่านวังหิน เมื่อวันเสาร์ที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา แต่ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อขณะที่คุณแม่เดินไปเข้าห้องน้ำเพียง 5 นาที กลับมาก็ไม่พบลูกสาวทั้งสองคนแล้ว และออกตามหาจนพบว่าลูกสาวทั้งสองคนจมน้ำอยู่ในสระลึก ด้านครูฝึกและพลเมืองดีก็ช่วยพาน้องทั้งสองคนไปส่งโรงพยาบาล แต่แพทย์ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของน้องทั้งสองคนไว้ได้... และในช่วงเย็นของวานนี้ (1 ตุลาคม) ทางรายการเจาะข่าวเด่น ได้สัมภาษณ์คุณแม่และคุณย่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


             โดยคุณแม่เล่าว่า บ้านพักของครอบครัวตนอยู่ย่านดินแดง แต่ที่เลือกให้ลูกเรียนสระว่ายน้ำที่นี่นั้นเพราะว่าเป็นสระน้ำเกลือ และมีครูฝึกสอนแบบคนต่อคน ในวันนั้นลูกสาวของตนเรียนว่ายน้ำเลิกเวลาสี่โมงเย็น และได้ขออนุญาตตนเล่นน้ำต่อที่สระเล็ก โดยบอกว่า "แม่จ๋าหนูขอเล่นน้ำต่อหน่อยนะ วันนี้ฝนไม่ตก" ซึ่งตนก็นั่งรออยู่ตรงนั้น และอนุญาตให้เล่นได้ แต่แค่แป๊บเดียวเท่านั้น เพราะจะพาไปกินข้าวกันต่อ

             ทั้งนี้ คุณแม่ได้อธิบายถึงลักษณะของสระว่ายน้ำให้ฟังว่า สระว่ายน้ำเป็นสระขนาดมาตรฐาน ยาว 25 เมตร และกว้าง 12 เมตร ฝั่งขวาของสระจะลึก 90 เซนติเมตร และฝั่งซ้ายของสระจะลึก 1.10 เมตร และค่อย ๆ ลาดลงถึงจุดที่ลึกที่สุดของสระคือตรงกลาง ลึก 1.80 เมตร ส่วนสระที่ลูกของตนเล่นนั้นเป็นสระเด็กที่ยื่นออกมาลึกเพียง 60 เซนติเมตรเท่านั้น โดยสระเด็กดังกล่าว อยู่เยื้องกับสระน้ำใหญ่บริเวณจุดที่ลึกที่สุด และมีลูกคลื่นกระเบื้องเป็นตัวกั้นอยู่






             เมื่อถามว่าช่วงจังหวะที่ลูกสาวทั้งสองคนจมน้ำ คุณแม่ทำอะไรอยู่นั้น นางวิภาพร กล่าวว่า ตนปล่อยให้ลูกเล่นไปได้สัก 15 นาที ซึ่งเขาก็ลื่นลงสไลด์เดอร์กันอย่างสนุกสนาน และบริเวณรอบ ๆ สระก็มีครูฝึก และเด็กนักเรียนจำนวนประมาณ 20-30 คน กำลังเรียนว่ายน้ำอยู่ ส่วนตนก็ลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ห่างจากสระเพียงนิดเดียวเท่านั้น และเมื่อตนออกมาก็ไม่เห็นลูกสาวทั้งสองคนแล้ว จึงคิดว่าลูกคงขึ้นจากสระไปเปลี่ยนเสื้อผ้าหรืออาบน้ำ ตนจึงเข้าไปตามหาลูก แต่หายังไงก็หาไม่พบ จนครูฝึกของลูกสาวตนตะโกนขึ้นมาว่า ลูกเรียนเสร็จแล้ว และครูก็ได้ส่งขึ้นฝั่งแล้ว ตนจึงตอบไปว่า ตนอนุญาตให้ลูกเล่นน้ำในสระเล็ก แต่ตอนนี้หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้... จากนั้นตนก็เดินเข้าไปหาที่ห้องน้ำอีกครั้ง เพราะคิดว่าลูกอาบน้ำเสียงน้ำอาจจะกลบเสียงจนไม่ได้ยิน พอไปถึงตนก็ทั้งตะโกน และเคาะประตู แต่ก็ไม่มีใครตอบรับกลับมา

            คุณแม่กล่าวต่อว่า คราวนี้ตนเริ่มใจเสีย และมั่นใจเลยว่าลูกของตนต้องอยู่ที่สระว่ายน้ำแน่นอน และเมื่อเดินออกมาครูฝึกที่สอนลูกสาวคนโต และคนที่มาว่ายน้ำ ก็อุ้มลูกสาวของตนขึ้นมาพร้อมกัน จากบริเวณจุดที่ลึกที่สุดของสระ โดยลูกสาวของตนมือตกห้อยร่องแร่งทั้งสองคน จากนั้นครูฝึกและพลเมืองดีก็พยายามผายปอด ทั้งปั๊มหน้าอก และประกบปากเป่าลม ซึ่งลูกตนก็สำลักออกมา มีเศษอาหารและน้ำพุ่งออกมาด้วย ตอนนั้นตนก็ใจชื้นแล้ว เพราะอย่างน้อยลูกก็สำลัก คงไม่เป็นอะไรมาก แต่พลเมืองดีเห็นท่าไม่ดี เพราะลูกตนแค่สำลักแต่ไม่มีอาการอะไรตอบสนองอีก จึงตะโกนบอกให้ใครก็ได้เรียกรถพยาบาล สักพักเขาก็บอกว่าเดี๋ยวจะไม่ทันเลยอุ้มน้องทั้งสองคนไปที่รถของผู้ปกครองที่มีรถ แต่รถจอดอยู่ด้านในสุดมีรถขวางอีก จนครูฝึกและพลเมืองดีวิ่งไปที่ถนนจะเรียกรถแท็กซี่ แต่รถติดมาก ๆ เขาก็เลยข้ามฝั่งไปเรียกวินมอเตอร์ไซค์ และพาลูกของตนไปโรงพยาบาลสยามเปาโลทันที ส่วนตนก็เบาใจเพราะคิดว่าลูกตนถึงมือหมอ คงไม่เป็นอะไรแล้ว และได้นั่งรถของผู้ปกครองท่านอื่นตามไป

            เมื่อไปถึงโรงพยาบาล คุณแม่เล่าด้วยน้ำเสียงสะอื้นว่า เห็นหมอหลายคนกำลังล้อมเตียงช่วยน้องอยู่ สักพักผ่านไปประมาณ 10 นาที หมอก็เรียกตนเข้าไปคุยบอกว่าตอนที่น้องทั้งสองคนมาโรงพยาบาลก็ไม่รู้สึกตัวแล้ว ตอนนี้ฉีดยากระตุ้นทุก 3 นาที หัวใจน้องก็ยังไม่มา เลยจับชีพจรไม่ได้ และไม่รู้ว่าอาการเป็นอย่างไร แต่ก็จะช่วยปั๊มหัวใจให้ ซึ่งตนคิดว่ายังไงลูกของตนต้องฟื้นแน่นอน เพราะที่สระน้ำตนเห็นลูกตนสำลักออกมา และช่วงเวลาที่ลูกตนจมน้ำคงไม่เกิน 5 นาที คิดว่าน่าจะสลบไปเท่านั้น แต่พอหมอพูดแบบนั้นตนก็ช็อก ทำใจไม่ได้ และอ้อนวอนหมอให้ช่วยลูกของตน จากนั้นผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมง คุณหมอก็บอกว่า ปกติคนไข้คนอื่นถ้าปั๊มหัวใจแค่ครึ่งชั่วโมงก็ฟื้นแล้ว แต่นี่ปั๊มเป็นชั่วโมงยังไม่ฟื้นเลย ตนก็อ้อนวอนอีกบอกให้หมอปั๊มอีกรอบได้ไหม แต่คุณหมอบอกว่าสายไปแล้ว น้องไปแล้ว ซึ่งตอนนั้นลูกของตนอยู่คนละห้อง ตนก็ไม่รู้จะเดินไปหาใครก่อน แต่ในใจตนคิดว่าลูกสาวคนเล็กน่าจะฟื้น เพราะว่าน้องญี่ปุ่นเป็นคนขี้กลัว ไม่น่าจะจมน้ำนานกว่าพี่ ตนจึงเข้าไปกอดน้องญี่ปุ่น และบอกว่ากลับมาได้ไหม กลับมาสักคนก็ยังดี อย่าไปพร้อมกันแบบนี้ ตนไม่เหลืออะไรแล้ว พอคุณหมอนำน้องทั้งสองคนมานอนข้างกัน ตนจับตัวน้องจีนก็รู้เลยว่าลูกคงไปแล้ว เพราะตัวเริ่มเย็น แต่พอจับน้องญี่ปุ่นตัวน้องยังอุ่น ๆ อยู่ เลยขอให้หมอช่วยปั๊มให้อีก เผื่อจะมีปาฏิหาริย์...




           แต่ปาฏิหาริย์ก็ไม่เกิดขึ้น เมื่อคุณหมอยืนยันว่าน้องทั้งสองคนเสียชีวิตแล้ว ตนไม่รู้จะทำอย่างไร ตนสร้างทุกสิ่งทุกอย่างมาก็เพื่อลูก ตนดั้นด้นนั่งรถแท็กซี่มาเรียนตั้งไกล ก็เพื่อให้ลูกตนได้รับในสิ่งที่ดีที่สุด อยากให้เรียนกับครูตัวต่อตัวในสระน้ำเกลือลูกตนจะได้ไม่ระคายผิว และที่ให้เรียนว่ายน้ำนั้นก็เพื่ออยากให้ลูกป้องกันตัวเอง  เวลาโตขึ้นไปเที่ยวที่ไหนจะได้ช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ลำบาก แต่กลับกลายเป็นว่า... ตนส่งลูกมาตาย ตนพาลูกมาว่ายน้ำแล้วไม่ได้พากลับบ้าน ตนจะบอกแฟนของตน และบอกญาติ ๆ อย่างไร
             คุณวิภาพร กล่าวต่อว่า ถึงตอนนี้ลูกของตนก็ได้เสียชีวิตไปแล้ว คงจะเรียกร้องอะไรไม่ได้ แต่ก็อยากรู้ข้อเท็จจริงว่าลูกตนเสียชีวิตได้อย่างไร เพราะในสระน้ำมีคนเล่นน้ำอยู่เยอะแยะ แล้วทำไมไม่มีใครเห็นลูกของตนขณะจมน้ำ ทั้ง ๆ ที่ลูกของตนใส่ชุดว่ายน้ำสีส้มสะท้อนแสง แถมน้ำก็ใสมาก ๆ อีกด้วย และตนเชื่อว่าคนจมน้ำมันจะมีเฮือกสุดท้าย ก่อนที่จะหมดสติไป แต่ทำไมไม่มีใครเห็นเลย ทั้งนี้ตนอยากจะขอดูกล้องวงจรปิด เพื่อดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด


             ขณะที่ สุรพล อ่อนอุระ ผู้ดูแลสระว่ายน้ำ กล่าวว่า จากการสอบถามคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ช่วงขณะนั้นเลย ส่วนเรื่องวงจรปิดจะประสานไปยังเจ้าของสระ ซึ่งตอนนี้อยู่ต่างประเทศ กำลังจะกลับมาเพราะไม่สบายใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งขณะนี้ทางเราไม่มีภาพจากกล้องวงจรปิด แต่ยืนยันว่าติดตั้งเอาไว้จริง เพียงแค่ไม่สามารถเปิดดูได้ เพราะบันทึกภาพเก็บไว้อีกที่หนึ่ง ซึ่งต้องรอให้เจ้าของสระกลับมาก่อน อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องการภาพจากกล้องวงจรปิดเช่นกัน

วันจันทร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2555

สุขภาพดีด้วยสมุนไพร


เป็นที่ทราบกันดีว่าพืชสมุนไพรได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการรักษาโรค ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบคุณประโยชน์ของ พืชสมุนไพรอีกนานัปการ อาทิเช่น ลดภาวะอักเสบ ควบคุมระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันมะเร็ง เป็นต้น เมื่อวิวัฒนาการทางการแพทย์เจริญก้าวหน้ามากขึ้น จึงมีการนำพืชสมุนไพรมาใช้ในการรักษาโรคมากขึ้นเช่นกัน ซึ่งในที่นี้จะขอยก ตัวอย่างพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์ดังต่อไปนี้ 

 
   1. ขมิ้นชัน (Turmeric) --- Ease arthritis 



           การรับประทานอาหารที่ประกอบด้วยขมิ้นชัน จะช่วยบรรเทาอาการปวดอักเสบบางชนิดได้ เนื่องจากในขมิ้นชันมีสารสำคัญ เรียกว่าCurcuminซึ่งสารนี้ออกฤทธิ์คล้ายกับสารจำพวกCox-2 inhibitors ที่มีคุณสมบัติลดอาการปวดอักเสบ และมีวาง จำหน่ายในรูปของยาแผนปัจจุบัน มากกว่านั้นขมิ้นชันยังมีสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระป้องกันการเกิดโรคมะเร็งบางชนิดได้ และมีส่วนช่วยในการทำงานของสมองซึ่งช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย

  
 2. อบเชย (Cinnamon) --- Lower blood sugar 



           ในการศึกษาของนักวิจัยประเทศเยอรมันพบว่า เมื่อรับประทานสารสกัดจากอบเชยเป็นประจำทุกวัน จะช่วยให้ระดับน้ำตาล ในเลือดลดลง 10% ซึ่งจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน(Type 2 diabetics) ทั้งนี้ยังมีความเป็นไปได้ว่า อบเชยสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดจึงช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจได้

  
 3. ขิง (Ginger) --- Avert nausea



           ขิงสามารถป้องกันการเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน อันเนื่องจากภาวะการตั้งครรภ์ การเดินทาง การบำบัดด้วยเคมี ฯลฯ โดยไปปิดกั้นการทำงานของสารSerotoninที่สร้างจากสมองและกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ขิงยังช่วยลดความดันโลหิตลด อาการปวด การอักเสบ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งอีกด้วย ในงานวิจัยของ University of Michigan ชิ้นหนึ่ง ได้ทดสอบสารสกัดจากขิงต่อการเกิดโรคมะเร็งชนิดต่างๆ พบว่า ขิงนั้นมีประโยชน์สำหรับผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ อย่างมีนัยสำคัญ

     
4. กระเทียม (Garlic) --- Lower cardiovascular risk



            กระเทียมมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและลดความดันโลหิตได้ดี ซึ่งสารชนิดหนึ่งในกระเทียมมีส่วนสำคัญในการออก ฤทธิ์คือ อัลลิซิน (Allicin) การรับประทานกระเทียมให้ได้ประโยชน์สูงสุด ควรรับประทานเป็นสารสกัด 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ถ้าจะรับประทานกระเทียมสดเพื่อให้เทียบเท่ากับสารสกัดควรรับประทานประมาณ 20 กลีบ ในกรณี ของกระเทียมที่นำมาปรุงอาหารเรียบร้อยแล้ว สารที่ออกฤทธิ์ในกระเทียมก็จะมีปริมาณลดลง

10 อันดับ ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก

อันดับ 10. Great Basin Desert
ทะเลทรายเกรทเบซิน อยู่ทวีปอเมริกาเหนือ ทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกา มีพื้นที่ทั้งหมด 492,000 ตารางกิโลเมตร
ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก อันดับ 9. Syrian Desert
ทะเลทรายซีเรีย ครอบคลุมพื้นที่ในเขตประเทศซีเรีย อิรัก ซาอุดิอารเบีย จอร์แดน และส่วนหนึ่งของอิสราเอล ภูมิภาคเอเชียตะวันออกกลาง มีพื้นที่ทั้งหมด 492,000 ตารางกิโลเมตร
ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก อันดับ 8. Great Victoria Desert
ทะเลทรายเกรทวิคตอเรีย อยู่ทางตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย ตั้งอยู่ระหว่าง ทะเลทรายกิบสัน กับ ที่ราบนัลลาร์บอร์ มีเนื้อที่ประมาณ 424,000 ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่โล่ง แห้งแล้ง กว้างใหญ่ แทบจะไม่มีพืชเจริญเติบโต จะมีก็เพียงหญ้าสนามสปินิเฟกซ์
ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก อันดับ 7. Patagonian Desert
ทะเลทรายปาตาโกเนีย อยู่ทางตอนใต้ของทวีปอเมริกาใต้ ในเขตที่ราบสูงปาตาโกเนีย ประเทศอาร์เจนติน่า และ ชิลี มีพื้นที่ทั้งหมด 670,000 ตารางกิโลเมตร
ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก อันดับ 6. Kalahari Desert
ทะเลทรายคาลาฮารี ครอบคลุมเนื้อที่ 5 ประเทศ ได้แก่ แอฟริกาใต้ อังโกล่า นามิเบีย บอสวาน่า และ ซิมบับเว มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 900,000 ตารางกิโลเมตร ขนาดใหญ่มากกว่า 2 เท่าของประเทศไทย!
ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก อันดับ 5. The Gobi Desert
ทะเลทรายโกบี อยู่บริเวณรอยต่อระหว่าง ประเทศมองโกเลียตอนใต้ กับ เขตปกครองตนเองมองโกเลียทางตอนเหนือของประเทศจีน โกบี เป็นทะเลทรายที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่บนที่ราบสูงเหนือระดับน้ำทะเล 900-1,500 เมตร ทอดตัวโค้งยาว 1,600 กิโลเมตร ภูมิศาสตร์ด้านตะวันออกเป็นหินล้วน ด้านตะวันตกเป็นทราย มีพื้นที่ทั้งหมด 1.3 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่ประมาณรัฐอลาสก้าของสหรัฐอเมริกา!
ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก อันดับ 4. Arabian Desert
ทะเลทรายอาหรับ อยู่ในคาบสมุทรอาหรับ ประเทศซาอุดีอาระเบีย และมีพื้นที่ในเขตประเทศจอร์แดน อิรัก คูเวต กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน และเยเมน ตรงกลางมีทะเลทรายรุบัลคอลีง มีพื้นที่ทั้งหมด 2,330,000 ตารางกิโลเมตร
ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก อันดับ 3. Sahara Desert
ทะเลทรายสะฮารา อยู่ในทวีปแอฟริกา เป็นดินแดนแห้งแล้ง มีพื้นที่กว่า 9,000,000 ตารางกิโลเมตร อาณาเขตด้านทิศตะวันตกจรดมหาสมุทรแอตแลนติก ทิศเหนือคือเทือกเขาแอตลาสและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทิศตะวันออกจรดทะเลแดงและประเทศอียิปต์ ทิศใต้จรดประเทศซูดานและหุบเขาของแม่น้ำไนเจอร์
ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก อันดับ 2. Arctic Desert
อาร์กติก พื้นที่บริเวณขั้วโลกเหนือ ครอบคลุมพื้นที่หลายประเทศ เช่น แคนาดา กรีนแลนด์ รัสเซีย สหรัฐอเมริกา ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน และฟินแลนด์ รวมถึงบริเวณมหาสมุทรอาร์กติกด้วย พื้นที่ส่วนใหญ่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็ง ปราศจากพืชพันธุ์ มีพื้นที่ทั้งหมด 13,700,000 ตารางกิโลเมตร
ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก อันดับ 1. Antarctic Desert
แอนตาร์กติกา เป็นทวีปที่อยู่รอบขั้วโลกใต้ของโลก ล้อมรอบด้วยมหาสมุทร ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับอาร์กติกที่อยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือ แอนตาร์กติกา ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน กั้นโดยเทือกเขาทรานส์แอนตาร์กติก ถือเป็น ดินแดนที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดในโลก พื้นที่เกือบทั้งหมดปกคลุมด้วยน้ำแข็ง และนับเป็นดินแดนที่แห้งแล้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไม่มีมนุษย์ตั้งรกรากอยู่อาศัยอย่างถาวร สิ่งมีชีวิตท้องถิ่น ได้แก่ เพนกวิน แมวน้ำ และสาหร่าย มีพื้นที่ทั้งหมด 13,829,430 ตารางกิโลเมตร

ภาพประวัติศาสตร์ ชิงช้าสวรรค์ เครื่องเเรกของโลก


ชมรูปภาพชิงช้าสวรรค์ เครื่องเเรกของโลก เกิดขึ้นครั้งเเรกในปีค.ศ. 1893 เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกาโดย George Washington ได้ตัดสินใจสั่งให้สร้างขึ้น หลังจากสร้างเสร็จ ชิงช้าสวรรค์ได้มีการโฆษณาให้ประชาชนในเมืองชิคาโก ลองมาใช้บริการจนในที่สุด เป็นที่นิยมอย่างเเพร่หลาย ลองชมภาพชิงช้าสวรรค์ ในยุคประวัติศาสตร์ กันเลยครับ

ท้องฟ้าที่ไกลที่สุดในโลก โดย กล้องฮับเบิล สเปซ เทเลสโคป


ท้องฟ้าที่ไกลที่สุดในโลก กล้องฮับเบิล
ท้องฟ้าที่ไกลที่สุดในโลก โดย กล้องฮับเบิล สเปซ เทเลสโคป (The Hubble Space Telescope) ของนาซาสามารถจับภาพที่น่าตื่นตะลึงมากที่สุดภาพหนึ่งของจักรวาลได้ หรือที่เรียกว่า “เอ็กซ์ทรีม ดีพ ฟิลด์” (eXtreme Deep Field) หรือ เอ็กซ์ดีเอฟ เป็นภาพที่ผ่านการนำภาพที่ถ่ายชิ้นส่วนต่างๆของจักรวาลขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่า“ฮับเบิล อัลตรา ดีพ ฟิลด์” โดย กล้องฮับเบิล สเปซ เทเลสโคป นานถึง 10 ปี มารวมเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งเผยให้เห็นภาพวัตถุนอกโลก รวมถึงกาแล็กซีอันไกลโพ้นอีกเป็นจำนวนมาก โดยภาพดังกล่าวได้รับการกล่าวว่าเป็นภาพถ่ายท้องฟ้าที่มีระยะทางไกลที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกได้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ภาพที่ว่านี้มาจากการใช้เทคโนโลยีเอ็กซ์ดีเอฟ ซึ่งเป็นการรวบรวมภาพถ่ายจากจุดเดียวกันกว่า 2,000 ภาพ ที่บันทึกได้จากกล้องโทรทรรศน์ฮับเบิล และกล้องถ่ายภาพอินฟาเรดช่วงใกล้เข้าไว้ด้วยกัน
โดยเทคโนโลยีเอ็กซ์ดีเอฟ ช่วยให้ กล้องฮับเบิล สเปซ เทเลสโคป  สามารถถ่ายภาพกาแล็กซีได้เพิ่มอีก 5,500 กาแล็กซี จากเดิมที่มีอยู่แล้วเป็นจำนวนมากนับตั้งแต่องค์การนาซาส่งกล้องฮับเบิล ขึ้นไปโคจรนอกโลกตั้งแต่เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน
ท้องฟ้าที่ไกลที่สุดในโลก กล้องฮับเบิล
ทั้งนี้ กล้องโทรทรรศน์ฮับเบิล ซึ่งโคจรมายังตำแหน่งเดิมกว่า 50 ครั้งตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ช่วยทำให้ค่าความไวชัตเตอร์ของกล้องตัวดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก 2 ล้านวินาที และทำให้มันสามารถจับภาพวัตถุที่อยู่ไกลออกไปได้มากขึ้น โดยวัตถุไกลที่สุดซึ่งกล้องฮับเบิลสามารถจับภาพได้ ถือเป็นปรากฏการณ์ในห้วงอวกาศที่มีอายุราว 450 ล้านปี หลังการก่อกำเนิดของระบบสุริยจักรวาลเมื่อประมาณ 13,700 ล้านปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ กล้องโทรทรรศน์ฮับเบิล ยังสามารถถ่ายภาพ กาแล็กซี จำนวนมากที่ขดตัวเป็นวงกลม และมีสีสันสวยงาม รวมถึง กาแล็กซีสีแดง ที่มีอายุเก่าแก่มากกว่า ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงปรากฏการณ์บนท้องฟ้า หลังช่วงเวลาของการก่อกำเนิดดวงดาวสิ้นสุดลงอีกด้วย
ท้องฟ้าที่ไกลที่สุดในโลก กล้องฮับเบิล
นักวิทยาศาสตร์เผยว่า จักรวาลมีอายุราว 13,700 ล้านปี และ เทคโนโลยีเอ็กซ์ดีเอฟนี่เอง ที่เผยให้เห็นกาแล็กซีที่ถือกำเนิดขึ้นกว่า 13,200 ล้านปีก่อน โดยกาแล็กซีส่วนใหญ่ที่ปรากฎในภาพยังคงมีอายุน้อย กำลังเติบโต และมีขนาดเล็ก บ้างก็มีการปะทะระหว่างดาวเคราะห์ที่รุนแรง จักรวาลในช่วงต้น เป็นช่วงที่มีการเกิดกาแล็กซีอย่างมากมาย ที่ซึ่งประกอบด้วยดวงดาวสีฟ้าที่มีความสว่างเจิดจ้ายิ่งกว่าดวงอาทิตย์ และแสงจากการถือกำเนิดครั้งนั้น เพิ่งเดินทางมาถึงโลกเมื่อไม่นานมานี้ เอ็กซ์ดีเอฟ จึงเป็นเสมือนอุโมงค์ที่นำเราย้อนไปสู่อดีตอันแสนไกล
ก่อนหน้าการส่ง กล้องฮับเบิล ขึ้นไปยังอวกาศ นักดาราศาสตร์สามารถเห็น กาแล็กซี ปกติที่ย้อนกลับไปเพียง 7 พันล้านปีแสงเท่านั้น หรือเพียงครึ่งทางของจักรวาล และการสังเกตด้วยกล้องโทรทรรศน์บนพื้นโลก ไม่สามารถทำให้ทราบว่า กาแล็กซีต่างๆก่อตัวขึ้นหรือเกี่ยวข้องกับการถือกำเนิดในช่วงต้นได้อย่างไร?

ซิริอุส....ดวงดาวที่ถูกลืม


เมื่อเราแหงนหน้าขึ้นมองบนฟากฟ้ายามค่ำคืนเราจะสามารถมองเห็นดวงดาวบางดวงมีแสงสว่างโดดเด่นกว่าดวงดาวดวงอื่นๆ ที่ดาดดื่นอยู่เต็มผืนฟ้า....ในอดีตแสนเนิ่นนาน  ดาวดวงนี้ได้มอบประโยชน์ให้กับผู้คนมานานนับพันปี  แต่มาเดี๋ยวนี้  จะมีใครกี่คนทีรู้จักดวงดาวผู้หวังดี....ซิริอุส

ดาวซิริอุส(Sirius) มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งในภาษาไทยว่าดาวโจร  เป็นดาวฤกษ์ที่สว่างที่สุดในตอนกลางคืนและสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ของเรามากคือห่างไปประมาณ8.6 ปีแสง

ดาวซิริอุสมีอายุเก่าแก่ราว200-300 ล้านปีแต่เดิมประกอบด้วยดาวสีน้ำเงินสว่างสองดวงดวงที่มีมวลมากกว่าคือซิริอุสบีเผาผลาญเชื้อเพลิงจนหมดและกลายเป็นดาวแดงยักษ์ ก่อนจะหดตัวลงและกลายเป็นดาวแคระขาวเช่นในปัจจุบันตั้งแต่เมื่อ120 ล้านปีที่แล้ว 
Sirius เป็นกลุ่มดาวที่อยู่ทางท้องฟ้าซีกใต้ประกอบไปด้วยดาวฤกษ์อย่างน้อยดวงประกอบกันเป็นรูปสุนัขโดยอยู่ทางทิศใต้ของนายพรานโอไรออน (Orion)โดยว่ากันว่าเป็นสุนัขล่าเนื้อในของโอไรออน (อีกตัวคือกลุ่มดาวสุนัขเล็กCanis Minor )

         พระชาวอียิปต์โบราณได้เฝ้าสังเกตดูดาวซีรีอุสมาตั้งแต่3000 ปีก่อนคริสตกาลแล้วโดยในวันที่ดาวซีรีอุสขึ้นก่อนที่เราจะเห็นแสงแรกแห่งดวงอาทิตย์ยามเช้า ก็จะถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวอียิปต์นั่นเองซึ่งชาวอียิปต์ได้เรียกซีรีอุสว่าเป็น "เจ้านายแห่งปี" (Mistress of year) และยังเชื่ออีกว่าการที่น้ำเอ่อล้นฝั่งแม่น้ำไนล์นั้นเกิดมาจากพลังของดาวซีรีอุสนี้ โดยในเวลาที่ดาวซีรีอุสขึ้นก่อนดวงอาทิตย์เล็กน้อย  จะตรงกับเวลาที่น้ำในแม่น้ำไนล์เริ่มล้นฝั่งและเป็นจุดเริ่มต้นของการเตรียมพร้อมในฤดูกาลเพาะปลู

 

       คนสมัยก่อนอย่างเช่นโฮเมอร์ (Homer) และเฮเซียด (Hesiod) ได้บันทึกไว้ว่าดาวสุนัข (Dog Star ; อันหมายถึงดาวซีรีอุสนั้นมีความเกี่ยวพันกับดวงอาทิตย์โดยในช่วงที่ดวงอาทิตย์เข้าสู่กลุ่มดาวนี้จะเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของฤดูร้อนทั้งนี้เนื่องจากเขามีความเชื่อว่าดาวซีรีอุสนี้จะช่วยเพิ่มพลังงานความร้อนให้แก่ดวงอาทิตย์และในช่วงที่ร้อนที่สุดนี้ก็จะถูกเรียกว่าวันสุนัข (Dog days) ด้วย

ส่วนชาวโพลินีเชียนใช้ในการระบุการเข้าสู่ฤดูหนาว  ทั้งยังเป็นดาวสำคัญที่ใช้นำทางสำหรับการเดินทางในมหาสมุทรแปซิฟิก

"สามเหลี่ยมฤดูหนาว" (Winter Triangle)  จะขึ้นในเวลาหัวค่ำของฤดูหนาว  จะมีกลุ่มดาวสว่างอยู่ทางทิศตะวันออกได้แก่ กลุ่มดาวนายพรานกลุ่มดาวสุนัขใหญ่ และกลุ่มดาวสุนัขเล็ก  ให้เราลากเส้นเชื่อมระหว่างดาวบีเทลจุส (Betelgeuse) ดาวสว่างสีแดงตรงหัวไหล่ของนายพรานไปยังดาวซิริอุส (Sirius)
ดาวฤกษ์สว่างที่สุดสีขาว
ตรงหัวสุนัขใหญ่และดาวโปรซีออน (Procyon) ดาวสว่างสีขาวตรงหัวสุนัขเล็ก  จะได้รูปสามเหลี่ยมด้านเท่า  นั่นแสดงว่าเราได้เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว

การนำทางทางเรือ  ในสมัยก่อนที่เทคโลยียังไม่ทันสมัยเท่าปัจจุบัน  นักเดินเรือจะอาศัยการจดจำดวงดาวบนท้องฟ้าโดยทั้งหมดมี 57 ดวงโดยทำขึ้นมาเป็นปฏิทิน  เพราะแต่ละดวงก็ขึ้นประจำที่ในแต่ละฤดูกาล และ 1 ใน 57 ดวงคือดาวซีริอุส

เราคงพึ่งดวงดาวบนฟากฟ้ามาเป็นเวลาหลายพันปี  บรรพบุรษเราคงใช้เวลาแสนนานในการเก็บข้อมูลเพื่อบันทึกดวงดาวที่สำคัญแต่นั่นก็คงเต็มผืนฟ้า  เพราะดาวแต่ละดวงก็ปรากฎไม่พร้อมกันขึ้นอยู่กับฤดูกาล  ขึ้นอยู่กับเวลา  ดาวซิริอุสก็เช่นกันช่วยให้คนยุคก่อนได้รู้ว่าถึงเวลาขึ้นปีใหม่  ฤดูหนาว ฤดูร้อน  ฤดูน้ำหลาก  แม้แต่ฤดูเพาะปลูก  อีกทั้งยังช่วยนำทางให้แก่นักเดินเรือมาเนิ่นนาน

แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย  ดวงดาวหลายดวงที่เคยนำทางให้กับเราให้ได้ดำเนินชีวิตไปตามแบบแผนแห่งกาลเวลาก็เริ่มหมดความหมายลง  อาจเป็นเพราะผู้เขียนเองมีความรักต่อดวงดาวบนผืนฟ้าอันกว้างใหญ่เป็นอนันต์  จึงรู้สึกว่าหากดวงดาวเหล่านั้นมีชีวิตจิตใจ  มีความผูกพันกับเรามายาวนาน  คงเสียใจกับการไม่เหลียวแลจากพวกเราที่ครั้งหนึ่งเคยได้พึ่งพิง........คิดถึงซีริอุส....ดวงดาวผู้หวังดี........

จี้ ช่อง 3 ปลด สรยุทธ สุทัศนะจินดา เซ่นคดียักยอกเงิน อสมท


สรยุทธ สุทัศนะจินดา
 

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Instagram sorrayuth9111

            เครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น แนะช่อง 3 ปลด นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ออกจากตำแหน่งพิธีกรข่าว หลัง ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดว่ามีส่วนพัวพันกับคดีทุจริต ยักยอกเงินโฆษณาของ อสมท เพื่อเป็นบรรทัดฐานการต่อต้านทุจริตของชาติ
            เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา นายมานะ นิมิตมงคล ผู้อำนวยการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ(ภตช.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ ทาง ภตช. ร่วมกับสถาบันอิศราจะจัดเสวนาเรื่อง “กรณีไร่ส้ม...บทพิสูจน์ความเข้มแข็งของสังคมในการต่อสู้คอร์รัปชั่น” ณ ห้องประชุมอิศรา อมันตกุล ชั้น 3 อาคารสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เวลา 10.00 -12.00 น.
            โดยมีวิทยากรเข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย ดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล, มล.ผกาแก้ว บุญเลี้ยง, รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์, ดร.เสรี วงษ์มณฑา, คุณประมนต์ สุธีวงศ์, คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม, คุณสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม, คุณจักร์กฤษ เพิ่มพูล และคุณสุวรรณา จิตประภัสสร์

            นายมานะ กล่าวต่อว่า การจัดเสวนาดังกล่าว สืบเนื่องมาจากกรณีที่ นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดว่า เจ้าหน้าที่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) จำนวนหนึ่ง สนับสนุนให้มีการทุจริต ทำให้นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ในนามของบริษัท ไร่ส้ม จำกัด สามารถยักยอกเงินค่าโฆษณาของ อสมท เป็นเงิน 138 ล้านบาท จากนั้น นายสรยุทธ ได้ออกมาชี้แจงว่า ได้คืนเงินจำนวนดังกล่าวให้กับ อสมท แล้ว ส่วนคดีทุจริตจะดำเนินการต่อสู้ในชั้นศาลต่อไป โดยคดีนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548-15 กรกฎาคม 2549 ก่อนที่นายสรยุทธจะย้ายมาเป็นผู้ประกาศข่าวทางสถานีโทรทัศน์ไทยที่วีสีช่อง 3 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

            ซึ่งนายมานะ กล่าวว่า ผลการชี้มูลความผิดดังกล่าว ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า ทั้งที่จรรยาบรรณของสื่อมวลชนคือการตีแผ่ความจริงให้สังคมได้รับรู้ แต่หากผู้ทำหน้าที่สื่อได้กลายเป็นนักธุรกิจที่มุ่งแสวงหากำไร และมีการคดโกงเช่นนี้ ต่อไปเราจะเชื่อถือในความเที่ยงตรงของสื่อได้อย่างไร ทั้งนี้ ผู้ถูกดำเนินคดีคอร์รัปชั่นควรถูกสถานีวิทยุไทยทีวีสีช่อง 3 สั่งระงับการทำหน้าที่ และบรรดาธุรกิจควรหยุดการสนับสนุนรายการนี้หรือไม่

            อย่างไรก็ตาม การที่ถูกจับได้ว่าโกงเงินไป แล้วค่อยเอามาคืนทีหลัง ถือว่ารัฐไม่เสียหายจริงหรือ แล้วต่อไปเราจะสอนเรื่องคุณธรรม จริยธรรม แก่เด็ก ๆ ได้อย่างไร และที่สำคัญคอร์รัปชั่นควรเป็นปัญหาที่ประชาชน นักธุรกิจ และรัฐ ต้องร่วมมือกันต่อต้านทุกรูปแบบ และควรร่วมกันปฎิเสธ “ไม่คบคนโกง” ใช่หรือไม่

            นายมานะ ยังกล่าวอีกว่า จากคำถามดังกล่าว การจัดเสวนาครั้งนี้มีความมุ่งหมาย เพื่อเรียกร้องให้ผู้ถูกชี้มูลความผิดในคดีคอร์รัปชั่น ได้แสดงความรับผิดชอบ และทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคมในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นของชาติ และผู้ที่มีส่วนได้เสียทุกคนในกรณีนี้ ควรแสดงความรับผิดชอบตามบทบาท และจรรยาบรรณของวิชาชีพ

            นอกจากนี้ ควรมีการรณรงค์ให้ทุกฝ่ายร่วมกันต่อสู้กับคอร์รัปชั่นด้วยการสร้างกระแสกดดันทางสังคม ต่อบุคคลที่มีพฤติกรรมคอร์รัปชั่น รวมถึงสร้างบรรทัดฐานให้เกิดการตรวจสอบ แก้ไข ลงโทษในทุกกรณีของคอร์รัปชั่น เพื่อเป็นการรณรงค์ยกระดับมาตรฐานคุณธรรมของสังคมไทย