วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

WoW! พาไปดู 20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011


20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011


20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011
 

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011
       
  1.  กรุงอูลานบาทาร์ ประเทศมองโกเลีย (Ulaanbaatar, Mongolia)     

          มองโกเลีย ดินแดนแห่งตำนานทะเลทรายโกบี อีกหนึ่งประเทศของโลกที่มีอารยธรรมหลาย ๆ อย่างที่ควรค่าแก่การไปเยี่ยมชมอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น การสัมผัสวิถีชีวิตขนานแท้ของชนเผ่ามองโกเลีย การนอนในกระโจมแบบดั้งเดิม รวมถึงสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ที่สำคัญ ๆ ของประเทศ ทั้ง จตุรัสซัคบาทาร์ (Sukhbaatar Square) อนุสรณ์สถานที่ทำขึ้นเพื่อระลึกถึง "ซัค บาทาร์" ผู้ประกาศอิสรภาพแก่มองโกเลีย ในปี 1921 รวมถึงอนุสรณ์สถานแห่งการต่อสู้ไซซาน (Zaisan Memory Hill)

          นอกจากนั้นแล้ว ยังมีที่อื่น ๆ ที่น่าสนใจมากมาย ทั้ง พระราชวังฤดูหนาวของข่านโบกด์ (Winter Palace of Bogd Khaan) พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์แห่งชาติ วัดกานดาน (Gandan Monastery) ศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธในประเทศมองโกเลีย และเทศกาลใหญ่ระดับประเทศอย่าง"เทศกาลนาดัม" เป็นต้น


20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

  2. ทะเลสาบพลิทวิเซ่ ประเทศโครเอเชีย (Plitvice Lakes, Croatia)     
          ทะเลสาบพลิทวิเซ่ (Plitvice Lakes) ตั้งอยู่ที่เมืองลิก้า (Lika) เป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็นธารน้ำไหลบนหินปูน มีชั้นน้ำตกอยู่มากถึง 16 ชั้น ซึ่งแต่ละชั้นยังมีความงดงามของธรรมชาติ ที่สวยงามจนสามารถสะกดสายตาของผู้ที่มาเยี่ยมชมได้อย่างอยู่หมัด โดยทะเลสาบมีลักษณะทอดตัวยาวไปตามแนวร่องระหว่างเทือกเขา และมีเขื่อนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ขวางกันทะเลสาบเป็นช่วง ๆ ซึ่งเกิดขึ้นจากพวกมอส สาหร่าย และแบคทีเรีย ที่ก่อตัวเป็นเปลือกแข็งห่อหุ้มสลับกันไปเป็นชั้น ๆ แถมยังมีน้ำตก "เวลิกิ สแล็พ" (Veliki Slap) น้ำตกที่ใหญ่และสูงกว่า 70 เมตร ตั้งตระหง่านอย่างยิ่งใหญ่อีกด้วย
          นอกจากนั้นแล้ว ทะเลสาปพลิทวิเซ่ แห่งนี้ ยังแวดล้อมไปด้วยป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ เป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด อาทิเช่น หมีสีน้ำตาล นกอินทรี และนกชนิดอื่น ๆ อีกกว่า 140 สายพันธุ์ ซึ่งเหตุนี้เอง จึงทำให้องค์การยูเนสโก้ได้ประกาศขึ้นทะเบียน อุทยานแห่งชาติทะเลสาบพลิทวิเซ่ ให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 1979 อีกด้วย


20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

  3. เกาะซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี (Sardinia, Italy)     
          เกาะซาร์ดิเนีย ถือเป็นเกาะที่มีความใหญ่เกาะหนึ่งในประเทศอิตาลี มีพื้นที่โดยประมาณที่ 24,090 ตารางกิโลเมตร โดยที่เกาะแห่งนี้จะเป็นสถานที่ยอดนิยมในการมานอนอาบแดดของชาวยุโรปมาก ๆ โดยจุดเด่นของที่นี่ก็คือความงามของธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำทะเลสีฟ้าครามและหาดทรายขาวสวย ๆ ฉะนั้น จึงอาจจะบอกได้เลยว่าเกาะซาร์ดิเนีย คืออีกหนึ่งสวรรค์ของผู้ที่ชื่นชอบท้องทะเล รวมถึงชื่นชอบการดำน้ำเป็นชีวิตจิตใจ

          แต่สำหรับใครที่ไม่อยากเล่นน้ำทะเล หรืออาบแดดให้ร้อนล่ะก็ ที่นี่ก็จะทำให้คุณประทับใจเช่นกัน เพราะคุณสามารถดื่มไวน์ชั้นเลิศ ซึ่งถือเป็นสินค้าส่งออกชั้นนำของอิตาลีแบบดั้งเดิมจากเกาะซาร์ดิเนียนี้ได้แบบไม่อั้นอีกด้วยนะ.. จะบอกให้


20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

  4. แทสมาเนีย ประเทศออสเตรเลีย (Tasmania, Australia)     
          แทสมาเนียถือเป็นรัฐที่มีขนาดเล็กที่สุดในประเทศออสเตรเลีย แต่แม้จะเล็กที่สุด แต่ก็ยังถือว่าเป็นรัฐที่มีอาณาบริเวณกว้างใหญ่อยู่ไม่น้อย โดยที่รัฐนี้จะมีสถานที่ธรรมชาติมากมาย ทั้ง พื้นที่ลุ่มน้ำ อุทยานสัตว์ป่า ทุ่งดอกลาเวนเดอร์ และอื่น ๆ อีกมายมากมายสารพัด อย่างไรก็ดี สถานที่แห่งนี้มักจะเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวในการมาทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การชมธรรมชาติ การปีนเขา เพราะสภาพอากาศที่นี่ดีและสดชื่นมาก ๆ ซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพร่างกายนั่นเอง

          นอกจากความงามทางธรรมชาติและความอุดมสมบูรณ์ต่าง ๆ แล้ว ที่แทสมาเนีย ยังเป็นสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยวัฒนธรรมที่น่าสนใจมาก ๆ เพราะเป็นที่ตั้งของศูนย์วัฒนธรรมชาวพื้นเมืองอะบอริจิน (Tiagarra Aboriginal Centre) รวมถึงหอศิลป์ต่าง ๆ อีกเยอะแยะเต็มไปหมด


20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

  5.  ฟยอร์ด ประเทศนอร์เวย์ (Fjord, Norway)     
          "ฟยอร์ด" (Fjord) คืออ่าวแคบ ๆ ที่อยู่ระหว่างหน้าผาสูงชัน ซึ่งเกิดจากการกัดเซาะแผ่นดินของธารน้ำแข็งเข้าไปในหุบเขาสูงชันและคดเคี้ยวไปมาตามชายฝั่ง ซึ่งตามปกติแล้ว ฟยอร์ด จะมีให้เห็นตามประเทศต่าง ๆ ในแถบสแกนดิเนเวีย แต่สำหรับ ฟยอร์ด ของประเทศนอร์เวย์นั้น ถือเป็นฟยอร์ดที่ได้รับการรับรองจากหลาย ๆ เสียงว่ามีความสวยงามที่สุดแล้ว เพราะทิวทัศน์ข้างทาง เช่น ภูเขาสูง น้ำตก และบ้านเรือนของผู้คนนอร์เวย์ ก็สิ่งที่ดึงดูดสายตานักท่องเที่ยวมาก ๆ

          สำหรับช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศมักจะมาที่นี่ ก็คือ ในช่วงเดือนมิถุนายนและกรกฏาคม ซึ่งจะเป็นช่วงเวลาที่ได้มาสัมผัสกับบรรยากาศของพระอาทิตย์เที่ยงคืนนั่นเอง


20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

  6. ประเทศอุรุกวัย (Uruguay)     
          ลัดเลาะไปยังประเทศในโซนอเมริกาใต้กันสักนิด โดยเฉพาะประเทศอุรุกวัยด้วยแล้ว จัดเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ถ้ามีโอกาสสักครั้งหนึ่งก็น่าจะไปเยี่ยมเยือนให้ได้ เริ่มตั้งแต่ที่เมืองมอนเตวิเอโอ้ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอุรุกวัย ก็มีสีสันและความน่าสนใจคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวแล้ว เพราะที่นี่จะมีเสียงของกลอง "Candombe" และการออกลีลาท่าทางการเต้นแบบสนุกสุดเหวี่ยงจริง ๆ

          นอกจากนั้นแล้ว ชายหาดของที่นี่ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน ถึงขั้นที่ว่ามีหัวศิลป์มาสร้างงานศิลปะบนหาดทรายเอาไว้อีกด้วย ซึ่งหลาย ๆ คนที่ได้เคยไปสัมผัสกับอุรุกวัยมาแล้ว ต่างก็บอกเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า จะต้องกลับไปที่นั่นให้ได้อีกครั้งแน่นอน


20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

  7. เมืองชิมลา ประเทศอินเดีย (Shimla, India)     
          เมืองชิมลา เป็นเมืองหลวงของรัฐหิมาจัลประเทศ (Himachal Pradesh) โดยจุดเด่นหลัก ๆ ของเมืองนี้ก็คือเรื่องของสถาปัตยกรรมอาคารบ้านเรือนต่าง ๆ ที่สวยงามและเป็นเอกลักษณ์ตามแบบตะวันตกดั้งเดิม ตามด้วยรีสอร์ทมากมายที่มีอยู่เต็มหุบเขา ซึ่งนี่เองจึงทำให้ที่เมืองชิมลานี้ เป็นสถานที่ตากอากาศที่นิยมของคนอินเดียและนักท่องเที่ยวมากมาย เนื่องจากมีสภาพอากาศที่ดีตลอดทั้งปีแบบอย่าบอกใครเลยเชียว

          ที่สำคัญ ยังมีรางรถไฟที่พาดผ่านสถานที่สวยงาม ๆ มากมาย เช่นอุโมงค์กว่า 102 อุโมงค์ รวมถึงสะพานหลาย ๆ แห่งที่สูงจากพื้นดินกว่า 1,420 เมตรอีกด้วย ขณะที่ในฤดูหนาวก็จะมีหิมะปกคลุมและเหมาะแก่การเล่นสกีอีกต่างหาก นี่เองจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมที่นี่ถึงได้ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางไปกันแบบไม่ขาดสายตลอดทั้งปีเลยทีเดียว


20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

  8. แคว้นเมสซิเนีย ประเทศกรีซ (Messinia, Greece)     
          ที่นี่รู้จักกันดีในชื่อของสถานที่ซึ่งผลิตน้ำมันมะกอกชั้นดีส่งออกไปทั่วโลก แต่นอกเหนือจากน้ำมันมะกอกอันเลื่องชื่อแล้ว ที่แคว้นเมสซิเนีย ยังมีอีกหลาย ๆ อย่างที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถาปัตยกรรมสวย ๆ ทั้งอาคารบ้านเรือนและโบสถ์ตามแบบฉบับของกรีซ รวมถึงโขดหินสวย ๆ พร้อมกับน้ำทะเลสีใส ๆ ที่ใครเห็นแล้วก็อดใจที่จะไม่กระโจนตัวเองลงน้ำไม่ได้จริง ๆ และด้วยความสวยงามแบบนี้เอง เลยทำให้แคว้นเมสซิเนียเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของเหล่าบรรดานกสายพันธุ์ต่าง ๆ กว่า 270 สายพันธุ์อีกด้วยนะเออ  


20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

  9. ประเทศโดมินิก้า (Dominica)     
          นับได้ว่าเป็นประเทศที่น้อยคนนักจะรู้จักหรือได้ยินชื่อกัน แต่ใครก็ตามที่ได้เคยไปดินแดนแห่งนี้แล้วก็จะรู้ดีเลยว่า ความสวยงามทางธรรมชาติในประเทศนี้ คือ สื่งล้ำค่าที่ควรค่าแก่การมาเยี่ยมชมมาก ๆ จริง ๆ เพราะสำหรับประเทศโดมินิก้าแล้ว เหล่าบรรดาชั้นน้ำตกน้อยใหญ่ รวมถึงผืนป่าอันเขียวขจี คือสิ่งที่ดึงดูดให้ใครหลาย ๆ คนได้ต้องตาต้องใจกันมานักต่อนักแล้ว

          ขณะที่อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของที่นี่ ก็คือ ทะลสาบน้ำพุร้อนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ซึ่งมีอุณหภูมิของน้ำสูงถึง 92 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว และเมื่อปีนขึ้นไปบนเขาสูง ๆ ก็จะสัมผัสได้ถึงความสวยงามของพื้นที่ทั้งหมด และสภาพอากาศอันบริสุทธิ์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้เลยนะ 


20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

  10. ประเทศนามิเบีย (Namibia)     
          สำหรับคนที่ชื่นชอบในความเป็นธรรมชาติแบบลุย ๆ แอดเวนเจอร์หน่อย ๆ แล้วล่ะก็ นามิเบียคือหนึ่งในสถานที่ที่คุณห้ามพลาดโดยเด็ดขาด เพราะที่นี่จะทำให้คุณได้ไปสัมผัสกับเหล่าบรรดาสิงสาราสัตว์ และทะเลอันสวยสดงดงาม ทั้งนี้ สถานที่หลัก ๆ ที่ห้ามพลาดโดยเด็ดขาดเมื่อได้ไปเยือนนามิเบียก็คือ  อุทยานแห่งชาติเอโตชา (Etosha National Park) เพราะพื้นที่ในอุทยานแห่งนี้จะทำให้คุณ ๆ ได้เรียนรู้การชีวิตของสัตว์ป่านานาชนิด ซึ่งคุณจะได้เห็นสัตว์ใหญ่ต่าง ๆ แบบใกล้ชิด ทั้ง ฝูงช้าง ยีราฟ แรดดำ สิงโต และอื่น ๆ อีกนับไม่ถ้วนเลยด้วย


20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

  11. ประเทศลาว (Laos)     
          ไปต่อกันที่ประเทศเพื่อนบ้านของเราอย่างประเทศลาวกันบ้าง สำหรับประเทศลาวนั้น ถือเป็นประเทศที่มีมนต์เสน่ห์ที่น่าหลงใหลมาก ๆ ประเทศหนึ่งของทวีบเอเชียเรา เพราะด้วยระบอบธรรมเนียมประเพณี ความน่ารักด้านการใช้ภาษาและการแต่งกาย รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่คงไว้ซึ่งความเป็นธรรมชาติ ไม่มีการแต่งแต้มหรือตกแต่งใด ๆ ให้เกินงาม จึงทำให้ผู้คนมากมายอยากที่จะไปสัมผัสกับความสงบเรียบร้อยของประเทศลาวกันมากมาย

          สถานที่สำคัญ ๆ ในลาวที่ไปแล้ว ต้องเดินทางไปเยือนให้ได้ก็มีมากมายหลายที่ ไม่ว่าจะเป็น"วัดพระธาตุหลวง" ศาสนสถานที่สำคัญที่สุดของประเทศลาว "ประตูชัย" อนุสรณ์สถานเพื่อระลึกถึงประชาชนชาวลาวผู้เสียสละชีวิต ในสงครามก่อนหน้าการปฏิวัติของพรรคคอมมิวนิสต์ "ดินแดนสี่พันดอน" บริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากมีแม่น้ำโขงไหลผ่านกลางและเกิดเกาะแก่งเป็นจำนวนมาก และที่อื่น ๆ ทั่วประเทศอีกมากมายเต็มไปหมด


20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

  12. เกาะโคดิแอค อลาสก้า (Kodiak Island, Alaska)    
          ข้ามทวีปไปยังอลาสก้ากันบ้าง สำหรับที่นี่แล้ว ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ของโลกนี้ ที่ยังคงไว้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ อันจะเห็นได้จากฝูงหมีที่ออกมาหาอาหารให้เห็นกันอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงเดือนกรกฏาคม สิงหาคม และเดือนกันยายนด้วยแล้วล่ะก็ จะถือเป็นช่วงเวลาที่เจ้าหมีทั้งหลายจะออกปรากฏตัวให้เห็นกันเพียบ นอกจากนั้นแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ห้ามพลาดเลย ก็คือเรื่องของการจับปลาแซลม่อน แหล่งอาศัยชั้นดีที่อุดมไปด้วยปลาแซลม่อนตัวโต ๆ มากมาย และปูอลาสก้าอันเลืองชื่อ ซึ่งเป็นอาหารทะเลระดับโลกอีกด้วย


20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

  13. สก็อตติช ไฮแลนด์ส (Scottish Highlands)     
          สก็อตติช ไฮแลนด์ส เป็นดินแดนทะเลสาบภูเขาอันกว้างใหญ่ของแดนวิสกี้ มีจุดเด่นและความสวยงามทางธรรมชาติที่น่าไปสัมผัสมากมาย ไม่ว่าจะเป็น บรรยากาศของเมฆหมอกที่ปกคลุมไปทั่วภูเขา ทะเลสาบที่มีแสงแดดสาดส่องสวยงาม หน้าผาสูงชันอันแข็งแกร่งที่ตั้งตระหง่านอย่างยิ่งใหญ่ และชายหาดสวย ๆ ที่เหมาะแก่การพักผ่อนหย่อนใจเป็นที่สุด

          ทั้งนี้ หากใครที่ชื่นชอบการเล่นกีฬา และอยากจะเข้าถึงความเป็นสก็อตแลนด์แล้วล่ะก็ ที่นี่ก็มีการละเล่นพื้นเมือง รวมถึงการแต่งตัวตามแบบฉบับสก็อตติชให้คุณ ๆ ได้เห็นและได้ลองสวมใส่ด้วย และขอแนะนำว่าช่วงเดือนพฤษภาคมเรื่อยไปจนถึงกลางเดือนกันยายน ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าไปเยือนที่นี่มาก ๆ เพราะเป็นช่วงเวลาที่อากาศดีและมีกิจกรรมสนุก ๆ มากมายรอให้คุณได้ไปสัมผัสอยู่เยอะทีเดียว


20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

  14. ประเทศตูนิเซีย (Tunisia)     
          แม้ว่าเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา จะมีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่และดุเดือดเกิดขึ้นในตูนิเซีย แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้ความสวยงามของประเทศและความเป็นตูนิเซียนั้น ลดน้อยลงไปแต่อย่างใด สำหรับตูนิเซียแล้วถือเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมอันหลากหลาย อีกทั้งยังมีเทศกาลต่าง ๆ ไว้รอต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่ตลอดทั้งปีอีกด้วย

          สถานที่สำคัญ ๆ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นไฮไลท์สำคัญของตูนิเซียเลยก็ว่าได้นั่นก็คือ โอเปร่าแห่งชาติ ในเมืองตูนิส ที่มีความใหญ่โตอลังการไม่แพ้ที่อื่น ๆ ในโลกเลย นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีสิ่งสวย ๆ งาม ๆ อีกมากมายทั้ง สถาปัตยกรรมของอาคารบ้านเรือน การขี่อูฐชมทะเลทราย และการพักผ่อนแบบชิล ๆ ริมชายทะเล


20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

  15. เกาะปาลาวัน ประเทศฟิลิปปินส์ (Palawan, Philippines)     
          เกาะปาลาวัน เป็นหนึ่งในเกาะของประเทศฟิลิปปินส์ ที่มีความสวยงามและเป็นที่นิยมจากกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรป เป็นเกาะที่มีลักษณะป่าฝนในเขตร้อนชื้น ประกอบด้วยถ้ำน้อยใหญ่ มีหาดทรายละเอียดสีขาว ที่นี่คุณสามารถมีชายหาดที่เป็นส่วนตัวของคุณเองได้อย่างสะดวกสบาย อยากนอนกลิ้งไปกลิ้งมา หรือนอนอ่านแดดนิ่ง ๆ อ่านหนังสือไป ฟังเพลงด้วยก็คงเพลิน


20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

  16. ชายฝั่งทะเลดำ  (Black Sea Coast, Crimea)     
          ชายฝั่งทะเลดำแห่งนี้ เป็นสถานที่มีความสวยงามในแบบที่เรียบหรูและเป็นส่วนตัวมาก ๆ เพราะด้วยบรรยากาศแวดล้อมที่เงียบสงบ สภาพอากาศที่เย็นกำลังดี และทิวทัศน์โดยรอบของน้ำทะเลที่ใสสะอาด ตัดกับท้องฟ้าสีคราม เลยทำให้ที่นี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่สวย ๆ ที่น่ามาเที่ยวจริง ๆ

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

  17. คาบสมุทรกาสเป้ เมืองคิวเบ็ก (Gaspe Peninsula, Quebec)    
          คาบสมุทรนี้ตั้งอยู่ในเขตประเทศแคนาดา และถือว่าเป็นคาบสมุทรที่มีความอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของโลก อันจะเห็นได้จากฝูงนกจำนวน 250,000 ตัวที่บินมาทำรัง รวมถึงธรรมชาติโดยรอบทั้งโขดหิน น้ำทะเล และการออกจับปลาของชาวประมงแคนาดา และหากใครที่ชื่นชอบการพายเรือคายัค ล่องเรือแคนู ปีนเขา หรือขี่ม้าชิล ๆ ดูสภาพแวดล้องและสูดอากาศที่บริสุทธิ์ล่ะก็ ช่วงที่เหมาะสมที่สุดที่จะมาทำกินกรรมและสัมผัสบรรยากาศเหล่านั้น ขอให้มากันในช่วงประมาณเดือนมิถุนายนถึงกันยายน จะดีที่และเหมาะสมที่สุด


20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

  18. เกาะชิโกกุ ประเทศญี่ปุ่น (Shikoku, Japan)    
          เกาะชิโกกุ เป็นเกาะที่มีขนาดเล็กที่สุดในบรรดาสี่เกาะหลัก ๆ ของประเทศญี่ปุ่น โดยพื้นที่ส่วนใหญ่บนเกาะชิโกกุ ประกอบไปด้วยภูเขาสูง - ต่ำ สลับกับที่ราบ อีกทั้งยังเป็นเกาะแห่งตำนานของนกกระยางและบ่อน้ำพุร้อน โดยมีบ่อน้ำพุร้อน "โดโงะ" ซึ่งเป็นบ่อน้ำพุร้อนที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นตั้งอยู่ที่นี่อีกด้วย แถมด้วยสวนใหญ่สวย ๆ ตามแบบฉบับของญี่ปุ่น ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นสวนที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น ก็มีให้เห็นอยู่ที่นี่ด้วยเหมือนกัน


20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

  19. ประเทศปาปัวนิวกินี (Papua New Guinea)     
          ปาปัวนิวกินี เป็นประเทศในแถบโอเชียเนีย และเป็นประเทศที่มีการปกป้องและรักษาวัฒนธรรม รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติของตัวเองได้ดีมาก ๆ ซึ่งนั่นส่งผลให้ที่ปาปัวนิวกีนี มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันเป็นมนต์เสน่ห์ให้สถานที่แห่งนี้ ดูมีหลาย ๆ อย่างให้น่าค้นหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผู้คน วิถีชีวิต สถานที่สวย ๆ งาม ๆ และอื่น ๆ อีกมากมายสารพัด

          ทั้งนี้ ปาปัวนิวกินี ถือเป็นประเทศที่มีชนเผ่าต่าง ๆ อาศัยอยู่เยอะแยะมากมาย แถมยังมีภาษาให้ได้พูดคุยกันมากกว่า 800 ภาษาเลยทีเดียว ขณะเดียวกันก็ทำให้มีประเพณีของชนเผ่าต่าง ๆ ที่แตกต่างกันไปมากถึง 200 ประเพณีเลยด้วย


20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

20 สถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกของปี 2011

  20. เคอร์ดิสถาน ประเทศอิรัก (Kurdistan, Iraq)     
          เคอร์ดิสถานเป็นเขตปกครองตนเอง ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอิรัก และจัดได้ว่าเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์อยู่พอสมควร เพราะด้วยสภาพของพื้นที่โดยรอบที่เป็นเทือกเขา และมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่าน รวมทั้งอุณหภูมิแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ จึงทำให้เกิดความสมดุลทางทรัพยากรธรรมชาติมาก ๆ เลยทีเดียว  

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

10 อันดับ เรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลก



 10. Celebrity Xpedition 

Celebrity Xpedition 
     
          หนัก 2,392 ตัน จุ 92 คน ล่องไปยังเกาะ Galapagos (กาลาปากอส) ลำเล็กที่สุดในบรรดา 10 อันดับสุดยอดเรือสำราญระดับโลก หากแต่เจ้าลำนี้กลับเพรียบพร้อมไปด้วย การบริการที่ดีเยี่ยมพร้อมๆกับการผจญภัยในป่าที่แสนสนุก บนเรือประกอบไปด้วยเจ้าหน้าที่และผู้เชียวชาญที่คอยอธิบายถึงธรรมชาติรอบๆ เกาะ สัตว์ป่า ดูนก ภูเขาไฟ มีสอนการดำน้ำและอีกหลายๆ กิจกรรม


9.Seven Seas Voyagers 

Seven Seas Voyagers 
     
            หนัก 41,827 ตัน จุ 752 คน จุดเด่นของเรือสำราญลำนี้คือ ทุกๆห้องเป็นห้องสูทและสามารถมองเห็นวิวได้จากห้องทุกห้อง ซึ่งเรียกว่าแทบไม่มีเรือสำราญของบริษัทใดๆกล้าที่จะทำแบบนี้ ยังมีหมัดเด็ดที่ว่าร้านๆหนึ่งบนเรือนี้พ่อครัวต้องเป็น Chef จากสำนัก Cordon Bleu ทุกคน 


8. Crystal Symphony 

Crystal Symphony 
    
      หนัก 51,044 ตัน จุ 844 คน เรือลำนี้มีความพิเศษอยู่ที่การบริการในระดับดีเยี่ยม เรียกว่าถ้าแขกขอมา ไม่มีการปฏิเสธ นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารอิตาเลียนและร้านอาหารจีนชื่อดังอยู่บนเรือ 


7. Ocean Village 


Ocean Village 
     
         หนัก 63,542 ตัน จุ 1,624 คน ล่องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในฤดูร้อนและคาร์ริเบียนในฤดูหนาว เรือสำราญลำนี้ชนะใจหนุ่มสาว หรือยจะเป็น young @heart ด้วยความที่เป็นเรือสำราญที่มีกิจกรรมให้ทำมากมากแล้วยังสนนราคาไม่แพงอีก ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการขี่จักรยานเสือภูเขา พายเรือ Kayak ไนท์คลับ บาร์ เรียกว่าคุ้มราคาสำหรับบริการระดับ 4 ดาว


6. QE2 


QE2 
     
       หนัก 70,327 ตัน จุ 1,728 คน ถ้าพูดถึงเรือสำราญแล้ว ลำที่เด่นดังที่สุดและเรียกว่าเป็นการสร้างคำจำกัดความทุกๆอย่างของการเดิน เรือลำราญคงหนีไม่พ้น ควีนอลิซาเบธ 2 หรือ QE2 ซึ่งแม้ว่าจะเป็นเรือสำราญรุ่นแม่สำหรับท้องทะเลแล้วก็ตาม QE2 ก็ยังเดินทางไปรอบโลกและอวดเสน่ห์ของมัน


5. Superstar Virgo 


Superstar Virgo  
     

       หนัก 75,338 ตัน จุ 1,974 คน น่าจะคุ้นหูคนไทยมากที่สุดแล้วเนื่องจากเจ้าลำนี้โต๊เต๊อยู่แถบเอเชียนี่เอง ความน่ารักของมันก็คือ เรือสำราญลำนี้ตกแต่งประดับประดาด้วยสไตล์เอเชีย รวมทั้งมีร้านอาหารของประเทศในแถบเอเชียอย่างครบครัน


4.Voyager of the Seas 

Voyager of the Seas
     
      หนัก 137,250 ตัน จุ 3,114 คน ท่องเที่ยวแถบคาริเบียน แคนาดา นิวอิงแลนด์ ดูจากน้ำหนักแล้วน่าจะเดาได้ว่าคงใหญ่มากๆ เปิดตัวเมื่อปี 1999 ในฐานะเรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลก เรียกว่าแทบจะเอาเมืองทั้งเมืองไปตั้งอยู่ในเรือได้เลย ไม่ว่าจะเป็นลานสเก็ตน้ำแข็ง กำแพงปีนเขา สนามโรลเลอร์เบลด และอีกหลายๆอย่าง ดูๆไปเรือลำนี้ก็เหมาะสำหรับการไปพักผ่อนแบบครอบครัวนะเนี่ย 

3. SeaDream II  

SeaDream II      
     
          หนัก 4,333 ตัน จุ 108 คน ล่องในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คาริเบียน เจ้าเรือลำนี้บอกกับทุกคนว่า “It’s yachting, not cruising” เป็นความพยายามในการฉีกแนวการล่องเรือสำราญให้ต่างจากลำอื่นๆ ประมาณว่ามากับเรือลำนี้ เหมือนกับเดินทางด้วยเรือยอช์ทส่วนตัว อืม เข้าท่าจริงๆด้วยแฮะ 


2. Silver Wind 

Silver Wind 
     
       หนัก 16,927 ตัน จุ 296 คน แม้จะไม่ใช่ลำใหญ่สุดในตระกูล Silverseas Cruises แต่ว่าเจ้า Silver wind ก็สร้างความอลังการ หรูหราได้ไม่แพ้พี่น้องของมันเลย ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งสไตล์เมดเตอร์เรเนียน หรือว่าเครื่องสุขภัณฑ์ของ Bvlgari ในห้องสวีททุกห้อง และเส้นทางการเดินเรือในอเมริกาใต้ที่เรือสำราญขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าไปถึง


1. Arcadia 

Arcadia 
    

       หนัก 82,505 ตัน จุ 1996 คน ลำนี้ล่องไปรอบโลก เป็นบริษัทเรือสำราญน้องใหม่มาแรงของวงการ ความพิเศษอยู่ที่บนเรือมีบาร์ทั้งหมด 14 บาร์และร้านอาหารของทีวีเชฟชื่อดัง Gary Rhodes และที่สำคัญสุดๆก็คือ โปรแกรม New Horizons Activities ที่ให้คุณสามารถเรียนการรำ Tai Chi, ออกแบบภายใน, การสอนทำอาหาร และอีกหลายๆโปรแกรม บอกแล้วว่าเริ่ดมากๆ

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

8 เมืองสุดยอด แห่งสีสันคัลเลอร์ฟูลที่สุดในโลก! สุดยอดเมืองน่าเที่ยว


              สถาปัตยกรรมบนโลกเราทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นตึกรามบ้านช่อง หรืออาคารต่าง ๆ เรามักจะเห็นว่าสร้างจากวัสดุทั่วไปอย่างอิฐสีแดง เหล็กสีเทา และหินสีอ่อน เป็นต้น ซึ่งดูแล้วเป็นอะไรที่ธรรมดา นานวันเข้าก็ทำให้ดูน่าเบื่อ เพราะพบเห็นได้ทั่วไป แต่เพื่อน ๆ รู้ไหมคะว่ายังมีบางส่วนบนโลกใบนี้ ที่เค้าสร้างสิ่งอัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรมที่แปลกแหวกแนวมานานแล้ว ซึ่งเราอาจไม่เคยทราบว่ามันมีอยู่ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงหยิบเอา 8 เมืองสีสันสุดจิ๊ด ราวกับถูกระบายด้วยดินสอสี จากเว็บไซต์
enpundit.com
มาแนะนำกัน... 



1. มานาโรลา ประเทศอิตาลี (Manarola, Italy)

          หมู่บ้านมานาโรลา อาจได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่เล็กเป็นอันดับสอง แต่เก่าแก่ที่สุดในบรรดาหมู่บ้านทั้ง 5 ของ ชิงเกว แตร์เร (Cinque Terre) ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1338 ในประเทศอิตาลี โดยหมู่บ้านแห่งนี้ตั้งอยู่ริมหน้าผาสูงชันบนฝั่งริเวียล่า ซึ่งเมื่อมาถึงจะพบเมืองโดดเด่นด้วยสีอันสดใส เพราะอาคารและตึกถูกทาด้วยสีสันสวยงามหลากสี ดึงดูดคุณให้ต้องรัวชัตเตอร์ถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก กับความงดงามของวิวทิวทัศน์หน้าผาริมทะเล ตัดกับสีสันของหมู่บ้านสีลูกกวาดแห่งนี้ 



2. กวานาฮวาโต้ ประเทศเม็คซิโก (Guanajuato, Mexico)

          เมืองกวานาฮวาโต้ ตั้งอยู่ในหุบเขาแคบ ๆ ใจกลางประเทศเม็คซิโก โดยที่นี้ถูกค้นพบจากเหมืองแร่เก่าแห่งหนึ่ง ในภูเขาที่โอบล้อมเมืองนี้อยู่ สภาพของเมืองถูกตกแต่งด้วยสีที่ฉูดฉาดบาดตา เช่น สีเขียว สีชมพู สีฟ้า ฯลฯ จึงทำให้เมืองดูน่าสนใจขึ้น ไม่ว่าจะเป็นตามอาคารบ้านเรือน สำนักงาน โบสถ์ พลาซ่า วิหารต่าง ๆ ดึงดูดสายตาผู้คนที่ผ่านไปผ่านมา แถมบางส่วนของตรอกซอกซอยในใจกลางเมือง ยังมีขนาดเล็กมากจนรถยนต์ไม่สามารถขับผ่านได้ เปรียบเสมือนเป็นถนนคนเดินเท่านั้น...ว้าว! นอกจากนี้ เมืองนี้ยังได้ชื่อว่าเป็นบ้านของพิพิธภัณฑ์มัมมี่ เพราะมีการพบซากของมัมมี่ในหลุมศพเมือง ช่วงระหว่างศตวรรษที่ 19 และ 20 อีกด้วย




3. ท่าเรือบรีเก็น เมืองเบอเกน ประเทศนอร์เวย์ (Bryggen, Bergen, Norway)

      บรีเก็น เป็นท่าเรือเก่าของ เมืองเบอร์เกน ประเทศนอร์เวย์ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองมรดกโลก จากองค์การยูเนสโกไปเมื่อปี 1979 เดิมทีเคยถูกเพลิงไหม้ เผาทำลายบ้านไม้อันสวยงามมาหลายครั้งแล้ว แต่ปัจจุบันยังหลงเหลือสภาพอาคารไม้แบบโบราณนี้อยู่บ้างจากท่าเรือเดิม มีลักษณะเด่นที่การก่อสร้างอาคารเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ไปตามถนนแคบ ๆ ที่ทอดตัวขนานไปกับท่าเรือ ซึ่งบ้านเรือนจะมีลักษณะเป็นบ้านไม้สามชั้น มีหน้าจั่วและผนังข้างมุงด้วยแผ่นไม้ ทาสีที่โดดเด่นสะดุดตา สลับกันไปมา ส่วนด้านหลังมีโกดังหรือห้องเก็บของขนาดเล็กที่สร้างด้วยหิน เพื่อป้องกันบริเวณนี้จากเหตุเพลิงไหม้ 



4. วรอตสวัฟ ประเทศโปแลนด์ (Wroclaw, Poland)
          เมืองวรอตสวัฟ เป็นเมืองหลวงของจังหวัดโลว์เออร์ไซลีเชีย และยังเป็นเมืองใหญ่อันดับ 4 ของประเทศโปแลนด์อีกด้วย โดยที่นี้ถือว่าเป็นเมืองหนึ่งที่ดูทันสมัย มีความหลากหลายและเต็มไปด้วยวัฒนธรรมของประวัติศาสตร์ นอกจากความน่าสนใจในเรื่องของประวัติศาสตร์แล้ว ในเมืองแห่งนี้ยังถูกฉาบไปด้วยสีสันของสถาปัตยกรรมอาคารอันสวยงามรอบเมือง ตัดกับสีฟ้าครามบนท้องฟ้าในวันที่อากาศดี ช่างทำให้เมืองนี้ดูสวยงามมากยิ่งขึ้น ราวกับหลุดออกมาจากภาพวาดของศิลปินเลยทีเดียว 




5. วิลเลมสตัด เกาะคูราเซา (Willemstad, Curacao)

          วิลเลมสตัด เป็นเมืองหลวงของเกาะคูราเซา ดินแดนเนเธอร์แลนด์แอนทิลลีส เกาะทางตอนใต้ของทะเลแคริบเบียน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ดินแดนสวรรค์ของนักดำน้ำและผู้รักธรรมชาติทั้งหลาย โดยที่ลักษณะการตกแต่งอาคารบ้านเรือน โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอาณานิคมสไตล์ชาวดัตช์ และบริเวณทางเข้าของท่าเรือที่รายล้อมไปด้วยร้านอาหาร ร้านค้าต่าง ๆ และสถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืน ซึ่งอาคารแถบนั้นถูกระบายด้วยสีสันคัลเลอร์ฟูล ขนานไปกับพื้นผิวน้ำที่อยู่ข้าง ๆ สร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ถูกยกให้เป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโกอีกด้วย 





6. เซนต์จอห์น นิวฟาวด์แลนด์ ประเทศแคนาดา (St. John’s, Newfoundland, Canada)

          เซนต์จอห์น เป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดใน นิวฟาวด์แลนด์ ประเทศแคนาดา สำหรับสถาปัตยกรรมการตกแต่งของทีนี้นั้น มีความโดดเด่นแตกต่างจากที่อื่น ๆ ของแคนาดา ในส่วนของอาคารหลัก ๆ ของเมือง เป็นส่วนที่หลงเหลือจากประวัติศาสตร์ของอาณานิคมอังกฤษ แล้วนำมาบูรณะใหม่หลากหลายรูปแบบ แต่ที่เหมือนกันคือส่วนใหญ่จะทาด้วยสีสันที่แสบทรวง บาดจิตบาดใจ ซึ่งมองดูจากภาพระยะไกลแล้ว ช่างดูเหมือนกับเมืองในเทพนิยายเสียเหลือเกิน 




7.  ไนแฮน โคเปนเฮเก้น ประเทศเดนมาร์ค (Nyhavn, Copenhagen, Denmark)

          ท่าเรือใหม่ ไนแฮน เป็นเขตแห่งความบันเทิงริมน้ำของ เมืองโคเปนเฮเก้น ประเทศเดนมาร์ค เพราะตามถนนขนาบริมคลองแห่งนี้ เต็มไปด้วยทาวเฮ้าส์ บาร์ คาเฟ่  ร้านอาหารมากมายที่ฉุดนักท่องเที่ยวเข้ามา โดยสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 17 เพื่อรองรับการขยายตัวของท่าเรือเดิม และเพื่อเป็นคลองเชื่อมระหว่างเมืองออกสู่ทะเล ซึ่งอาคารร้านค้าที่สร้างด้วยไม้ อิฐ อันเก่าแก่นั้น ถูกระบายสีสันสดใสอย่างไฉไล ขนาบนาบน้ำทั้งสองฝั่ง เตะตาผู้คนเป็นจำนวนมาก และทำให้ดูเป็นเอกลักษณ์ของทีนี้ไปเลย 




8. ลา โบกา กรุงบัวโนส ไอเรส (La Boca, Buenos Aires)

          เขต ลา โบกา เป็นย่านหนึ่งของกรุงบัวโนส ไอเรส เมืองหลวงของประเทศอาร์เจนตินา ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องทีมฟุตบอลอย่างทีม โบคา จูเนียส์ ที่อดีตยอดนักฟุตบอลอย่าง ดีเอโก้ มาราโดน่า เคยเล่นและคุมทีมอยู่ โดยที่บ้านเมืองของที่นี้จะทาสีบ้านเหมือนสีลูกกวาดหลากสี ที่สะดุดตามาก ซึ่งบ้านหลังหนึ่งก็ตกแต่งหลายสี ผสมปนเปกันไปราวกับบ้านในนิยาย แถมดูไปดูมาก็เหมือนย่านฝึกระบายสีบ้านยังไงยังงั้นแหละ




Morning Glory Pool บ่อน้ำพุร้อนหลากสี ประเทศสหรัฐอเมริกา


Morning Glory Pool บ่อน้ำพุร้อนหลากสี ที่ แอ่งน้ำพุ Upper Geyser Basin อุทยานแห่งชาติ Yellowstone ประเทศสหรัฐอเมริกาที่มาของชื่อก็มาจากสีสันคล้ายดอก Morning Glory ตามที่ปรากฏแก่สายตานั่นแหละ ตามหลักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ว่า สีสันต่างๆ ของ บ่อน้ำพุร้อนหลากสี เกิดจากแบคทีเรียซึ่งอาศัยอยู่ในน้ำ

บางครั้ง Morning Glory Pool มีการเดือดปะทุ จึงไปกระตุ้นต่อมซุกซนของนักท่องเที่ยวมือบอนบางคน อุตริโยนเหรียญหรือวัตถุบางอย่างลงไป เพราะอยากดูปฏิกิริยา แต่หารู้ไม่ว่ามันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและมีผลต่อสภาพของ บ่อน้ำพุร้อน Morning Glory Pool ถือเป็นการทำลายธรรมชาติ ..เฮ้อ บางครั้งความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ ก็ไม่ใช่ข้อดีเสมอไป หรือจะให้ดี พี่โดดลงไปเลยมั้ย? จะได้ชัดแจ้ง!


บ่อน้ำพุร้อน Morning Glory Pool







ทำความรู้จักกับ "ภูมิศาสตร์"



           ภูมิศาสตร์ (geography) คือ ศาสตร์ทางด้านพื้นที่และบริเวณต่างๆ บนพื้นผิวโลก เป็นวิชาที่ศึกษาปรากการณ์ทางกายภาพ และมนุษย์ ที่เกิดขึ้น ณ บริเวณที่ทำการศึกษา รวมไปถึงสิ่งแวดล้อมที่อยู่บริเวณโดยรอบ
นักภูมิศาสตร์อธิบายถึงรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงของที่ต่างๆ บนโลก แผนที่ และสัณฐานโลก โดยอธิบายว่ารูปแบบการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ภูมิศาสตร์จะทำให้เข้าใจปัญหาทางด้านกายภาพ และวัฒนธรรม ของบริเวณที่ศึกษา และสิ่งแวดล้อมโดยรอบที่อยู่บนพื้นผิวโลก
ภูมิศาสตร์ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สถานที่ และสิ่งแวดล้อมโดยการใช้ข้อมูลทางแผนที่ ในการอธิบายความสัมพันธ์ทางด้านพื้นที่ การตั้งถิ่นฐานและการอยู่อาศัยของคนแต่ละคน และโดยรวมเป็นรากฐานในการเลือกสถานที่ เพื่อสร้างสังคมมนุษย์ในดินแดนต่างๆ และมีความสัมพันธ์กับชีวิตของพืชและสัตว์ ในการเกิดดำรงชีวิต และการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศวิทยา
คนเป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ที่มีกิจกรรมต่างๆ บนพื้นผิวโลก การตั้งถิ่นฐาน ตามโครงสร้างของผิวโลก และคนมีการแข่งขันกันที่จะควบคุมพื้นผิวโลก สิ่งแวดล้อมทางกายภาพที่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยกิจกรรมของมนุษย์มีผลอย่างมากต่อ แนวทางที่เป็นลักษณะคุณค่าทางสังคมมนุษย์และการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของโลก และกิจกรรมของมนุษย์จะมีอิทธิพลต่อลักษณะ และกระบวนการทางกายภาพของโลกความรู้ทางภูมิศาสตร์ทำให้ผู้คนสามารถพัฒนาความเข้าใจ ในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างคน สถานที่ และสิ่งแวดล้อม ณ เวลาหนึ่ง


โครงสร้างที่สำคัญของวิชาภูมิศาสตร์ ประกอบด้วย
  1. ภูมิศาสตร์ระบบ (Systematic Geography) ประกอบด้วยเนื้อหาสาระทางด้านสภาพแวดล้อมหรือกายภาพส่วนหนึ่ง และบทบาทของมนุษย์ในการดัดแปลงปรับปรุงสภาพแวดล้อมอีกส่วนหนึ่ง ทั้งสองระบบย่อยนี้ต่างมีผลกระทบต่อกันและกันและแสดงออกมาให้เห็นทางด้านพื้นที่ ในระบบกายภาพ เนื้อหาจะประกอบด้วยส่วนย่อยต่างๆ ที่รวมกันเป็นระบบสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น โครงสร้างทางธรณี ลักษณะอากาศ ดิน พืชพรรณ ตลอดจนสัตว์ต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันทั่วไปในระดับอุดมศึกษา เช่น วิชาธรณีสัณฐาน ภูมิศาสตร์เกี่ยวกับดิน อากาศวิทยา และอุทกภูมิศาสตร์ เป็นต้น ส่วนในระบบมนุษย์ ซึ่งในบางครั้งก็เรียกว่า ระบบสังคม หรือ ระบบวัฒนธรรม ก็ได้นั้น ประกอบด้วยปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์และความเป็นอยู่ ตลอดจนปัจจัยต่าง ๆ ที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นมาในพื้นที่หนึ่ง และกลายเป็นองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อมนุษย์เอง เนื้อหาสาระจึงประกอบด้วยเรื่องราวต่าง ๆ เกือบทุกอย่างที่ไม่ใชสภาพแวดล้อมธรรมชาติ เช่น ประชากร ระบบเศรษฐกิจ การอุตสาหกรรม การปกครอง และการค้า เป็นต้น
  2. ภูมิศาสตร์ภูมิภาค (Regional Geography) คือ การเข้าถึงระบบเทศสัมพันธ์ (Spatial interaction)ด้วยการแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ ในการอธิบายผิวโลกที่มีมนุษย์อาศัยนั้น นักภูมิศาสตร์ใช้วิธีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นขนาดต่างๆ กันตามเกณฑ์และวัตถุประสงค์ เกณฑ์ในการกำหนดพื้นที่นั้นมีหลายอย่าง โดยทั่วไปต้องรวมเอาปัจจัยทางด้านกายภาพและวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน นักภูมิศาสตร์นิยมแบ่งภูมิภาคออกตามระบบอากาศ เช่น ภูมิภาคเขตร้อนชื้น ภูมิภาคเขตอบอุ่น และภูมิภาคเขตทะเลทราย เป็นต้น หรือแบ่งภูมิภาคตามกลุ่มวัฒนธรรม เช่น กลุ่มละติน-อเมริกัน หรือกลุ่มอาหรับ เป็นต้น แต่ที่นิยมกันมากคือการแบ่งพื้นที่ศึกษาตามรูปแบบการปกครอง คือ ยึดเอาเนื้อที่ของประเทศต่างๆ เป็นเกณฑ์ เพราะสะดวกในเรื่องข้อมูลภายในพื้นที่นั้น ในปัจจุบันได้มีการแบ่งภูมิภาคออกตามบทบาทหน้าที่เด่นของพื้นที่นั้น เช่น ภูมิภาคของเมืองหรือเขตที่เมืองมีอิทธิพลต่อบริเวณรอบนอกตลดจนเขตบริการต่าง ๆ อันจัดเป็นภูมิภาคขนาดเล็กแต่ก็มีประสิทธิภาพในการจัดพื้นที่ (Hartshorne, 1959)
  3. เทคนิคต่างๆ (Techniques) เนื่องจากวิชาภูมิศาสตร์เกี่ยวกับการสำรวจและการบันทึกข้อมูลลงในแผนที่มาช้านาน หลักการทำแผนที่ตลอดจนศิลปะในการจัดรูปแบบข้อมูลต่างๆลงในแผนที่ได้กลายเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของภูมิศาสตร์ เทคนิคทางวิชาภูมิศาสตร์จึงเป็นการคำนวณสร้างโครงข่ายแผนที่ในลักษณะต่างๆ ออกมาใช้ตามวัตถุประสงค์ ในขณะเดียวกันก็รักษาคุณสมบัติของผิวโลกที่จำลองไปไว้ในแผนที่ให้ใกล้เคียงความจริงที่สุดด้วย นอกจากประดิษฐ์แผนที่ด้วยโปรเจกชันแบบต่างๆ แล้ว ยังมีการประดิษฐ์สัญลักษณ์ในรูปแบบต่าง ๆ ใช้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกราฟ กราฟแท่งหรือไดอะแกรม เป็นต้น ในสมัยปัจจุบันได้มีการผนวกเอาเทคนิคทางด้านปริมาณวิเคราะห์เข้ามาไว้ด้วย การรู้จักใช้วิชาสถิติในลักษณะต่างๆ ประกอบกันกับคอมพิวเตอร์ ได้ช่วยปรับปรุงวิธีการทางภูมิศาสตร์ให้เป็นที่เชื่อถือได้ยิ่งขึ้น เทคนิคประการสุดท้าย คือการนำความรู้ทางด้านภาพถ่าย ภาพถ่ายทางอากาศ และโทรสัมผัสระยะไกล (Remote Sensing) มาช่วยการวิเคราะห์ และตีความหมายพื้นที่ทำได้สะดวกและรวดเร็วขึ้นซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไป
  4. หลักปรัชญา (Philosophy) เนื่องจากวิชาการทุกสาขาต้องมีแนวความคิด คือ ความเชื่อในสิ่งที่กระทำ มีหลักการยึดถือปฏิบัติ ภูมิศาสตร์เองก็มีแนวความคิดของวิชาเป็นแกน ข้อคิดอันเป็นแก่นสารของวิชานี้ในแต่ละสมัยถูกรวบรวมไว้เป็นกระจกส่องให้เห็นความเป็นมา ประวัติความเป็นมาของวิชาจึงครอบคลุมเนื้อหาดังกล่าว ในขณะเดียวกันประวัติแนวความคิดหรือปรัชญาของวิชาก็ค่อย ๆ เจริญงอกงามจากการสะสมเพิ่มพูนของแนวความคิดในแต่ละสมัย ส่วนวิธีการก็ได้รับการขัดเกลาปรับปรุงจนใช้เป็นมาตรฐานในการค้นคว้าศึกษา การสร้างทฤษฎีหรือกฎเกณฑ์เกี่ยวกับกิจกรรมของมนุษย์และสภาพแวดล้อมในปัจจุบันกลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับวิชาภูมิศาสตร์ (Burge, 1966)

          ภูมิศาสตร์กายภาพเป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับองค์ประกอบของสภาพแวดล้อมทางกายภาพของมนุษย์และความสัมพันธ์ของมัน เนื้อหาของวิชาจึงคาบเกี่ยวกับวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพหลายวิชาที่สำคัญ ได้แก่ วิชา อุตุนิยมวิทยา อากาศวิทยา สมุทรศาสตร์ ธรณีวิทยา ปฐพีวิทยา นิเวศน์วิทยาของพืช และธรณีสัณฐานวิทยา แต่วิชาภูมิศาสตร์กายภาพมิได้เป็นเพียงการนำเอาเนื้อหาของวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพสาขาต่าง ๆ มารวมกันเท่านั้น แต่ได้นำเอาเนื้อหาเหล่านี้มาผสมผสานกันในแง่ที่เป็นสภาพแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ในฐานะที่เป็นสาขาหนึ่งในวิชาภูมิศาสตร์ ภูมิศาสตร์กายภาพเน้นความสัมพันธ์ทางพื้นที่ นั่นคือ เน้นการกระจายบนพื้นผิวโลกหรือที่เรียกว่ารูปแบบทางภูมิศาสตร์ (geographic pattern) ของสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากปฏิกิริยาความสัมพันธ์ขององค์ประกอบของธรรมชาติในบริเวณต่างๆ บนพื้นผิวโลก การศึกษารูปแบบทางภูมิศาสตร์ของสภาพแวดล้อมนี้ จะเป็นการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นแก่นของระบบสภาพแวดล้อมของโลก โครงสร้างและระบบกลไกการทำงานอันเป็นพื้นฐานของธรรมชาติมักถูกลืม เมื่อมนุษย์คำนึงถึงแต่ประโยชน์ที่จะได้เฉพาะหน้า ตัวอย่างเช่น การทำลายพายุเฮอริเคน (ทำให้สลายตัว) ทำให้เกิดผลกระทบไปยังบริเวณอื่นๆอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมิได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า พายุนี้แม้จะเป็นอันตราย แต่ก็เป็นส่วนสำคัญของอุทกวักจักร (hydrologic Cycle) ของภูมิภาคบางแห่ง เช่น หมู่เกาะปะการังในมหาสมุทรแปซิฟิกต้องอาศัยฝนที่ได้จากพายุเฮอริเคนเพื่อรักษาดุลยภาพของสภาพแวดล้อมของปะการัง หรือในการสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำอาจจะสนองวัตถุประสงค์บางประการของผู้สร้าง แต่ก็มีผลกระทบอย่างกว้างขวางในด้านต่างๆ
ในยุคที่มนุษย์ต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมอย่างหนักเช่นในปัจจุบัน ความเข้าใจโครงสร้างของสภาพแวดล้อมอย่างกว้างๆ รวมทั้งสามารถเชื่อมโยงกลไกการทำงานของขบวนการต่างๆในสภาพแวดล้อมจึงเป็นประโยชน์อย่างมาก

ภูมิศาสตร์มนุษย์ คือ การศึกษาตัวแปรทางด้านมนุษย์ทั้งหมดที่ปรากฏอยู่บนพื้นที่ว่ามีการกระจายอย่างไร สัมพันธ์กันเองอย่างไร และมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างไร จนกระทั่งเกิดการจัดรูปแบบในพื้นที่ขึ้นมาและนำไปสู่การอธิบายวางกฎเกณฑ์และเสนอเนื้อหาในลักษณะทฤษฎี (Hagerstrand,1972) ภูมิศาสตร์มนุษย์จึงครอบคลุมเนื้อหาต่างๆ เช่น ภูมิศาสตร์พฤติกรรม เศรษฐกิจ การเมือง การตั้งถิ่นฐาน และยังรวมเอาภูมิศาสตร์ภูมิภาคเข้าไว้ด้วย(Goodall, 1987)